
“ศุภชัย” ชงแก้กม. เปลี่ยนเงินไทยพีบีเอส เลิกภาษีบาปใช้งบรัฐ
ศุภชัย ใจสมุทร เสนอแก้กฎหมายไทยพีบีเอส เปลี่ยนรายได้จากภาษีสุรา–ยาสูบเป็นงบประจำปี อ้างวินัยการคลัง ท่ามกลางคำถามเรื่องอิสระสื่อสาธารณะ
KEY
POINTS
- ศุภชัยเสนอแก้กฎหมายไทยพีบีเอส ยกเลิกเงินบำรุงจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบ เปลี่ยนเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี
- ผู้เสนอร่างให้เหตุผลว่าต้องรักษาวินัยการเงินการคลังให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
- เปิดรับฟังความคิดเห็นถึง 14 ตุลาคม 2569 ขณะที่ประเด็นสำคัญคือผลต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะทำงาน เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ร่างดังกล่าวได้รับการระบุว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร
เปลี่ยนแหล่งเงิน อ้างมาตรฐานวินัยการคลัง
สาระสำคัญของร่างคือแก้ไขมาตรา 11 (1) ว่าด้วยทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ พร้อมยกเลิกมาตรา 12–16 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ
ผู้เสนอร่างให้เหตุผลว่า รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะการคลังมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
เหตุผลประกอบร่างยังระบุว่า แม้กฎหมายดังกล่าวมีบทเฉพาะกาลรองรับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ก่อน แต่สมควรยกเลิกบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับหลักการรักษาวินัยการคลัง โดยเฉพาะการนำเงินจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบไปเป็นเงินบำรุงหน่วยงานโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน
คำถามสำคัญอยู่ที่อิสระของสื่อสาธารณะ
การเปลี่ยนแหล่งรายได้ครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามต่อหลักการก่อตั้งไทยพีบีเอส ซึ่งออกแบบให้ใช้รายได้จากภาษีสุราและยาสูบที่จัดสรรเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ แทนการพึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อประกันความเป็นอิสระจากการแทรกแซงของการเมืองและกลุ่มทุน
หากไทยพีบีเอสต้องยื่นของบประมาณประจำปี การจัดสรรเงินจะต้องผ่านคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา จึงมีข้อกังวลว่า ผู้มีอำนาจทางการเมืองอาจใช้การลดหรือตัดงบประมาณเป็นเครื่องมือต่อรอง และส่งผลต่อการนำเสนอข่าวตรวจสอบรัฐบาล
ประเด็นที่ต้องพิจารณาจึงไม่ได้มีเพียงการปรับระบบรายได้ให้สอดคล้องกับหลักวินัยการคลัง แต่รวมถึงคำถามว่า โครงสร้างงบประมาณใหม่จะรักษาความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสได้อย่างไร และจะทำให้บทบาทสื่อสาธารณะเปลี่ยนไปสู่การเป็นสื่อของรัฐหรือไม่
ก่อนหน้านี้มีข่าวถึงแนวคิดควบรวม อสมท. หรือช่อง 9 เข้ากับไทยพีบีเอส เนื่องจากภาวะขาดทุนของ อสมท. แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความเป็นไปได้ทางกฎหมาย ก่อนจะปรากฏความเคลื่อนไหวเสนอแก้ไขแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสในครั้งนี้
ประชาชนสามารถอ่านรายละเอียดและแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายได้ผ่าน เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร (คลิก) ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569







