posttoday
พาณิชย์ จับตาวิกฤตคาร์โกการบินไทย กระทบส่งออก-ความเชื่อมั่นคู่ค้า

พาณิชย์ จับตาวิกฤตคาร์โกการบินไทย กระทบส่งออก-ความเชื่อมั่นคู่ค้า

01 ตุลาคม 2569

พาณิชย์ ประเมินผลกระทบการบินไทย หากระงับคาร์โก กระทบความเชื่อมั่นคู่ค้า ชี้ส่งออกทางอากาศ 7 เดือนแตะ 2.4 ล้านล้าน จับตาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์-อาหารสด เร่งประสานผู้ส่งออกปรับเส้นทาง ลดความเสี่ยงส่งมอบล่าช้า

จากกรณีการบินไทยประกาศระงับการรับสินค้านำเข้า–ส่งออกและสินค้าถ่ายลำที่คลังสินค้าชั่วคราว ล่าสุดนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งเบรกให้การบินไทยกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ โดยระบุว่า หลังหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ได้ข้อสรุปว่าไม่ควรหยุดให้บริการคลังสินค้า เนื่องจากอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคการขนส่งและการค้า

 

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างติดตามและประเมินผลกระทบจากกรณีการระงับการรับ–ส่งสินค้า รวมถึงสินค้าถ่ายลำ ณ คลังสินค้าการบินไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นการชั่วคราว โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการส่งออกของไทย

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น และหาแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออก เพราะการส่งออกสินค้าทางอากาศ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด 

 

 

 

ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ถือเป็นผลกระทบระยะสั้น และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะส่งผลต่อภาพรวมการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญเพียงใด

 

ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าผลกระทบด้านมูลค่าการส่งออกโดยตรง คือ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้าและผู้ประกอบการ 

 

โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นต้องขนส่งทางอากาศ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หากเกิดความล่าช้าและไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด อาจทำให้ผู้นำเข้าต่างประเทศพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ผู้ส่งออกหรือคู่ค้าจากประเทศอื่น 

 

แต่ปัจจุบัน การบินไทยไม่ได้เป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศเพียงรายเดียว ยังมีผู้ให้บริการรายอื่นที่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ 

 

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงสามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้บริการจากผู้ให้บริการรายอื่น เพื่อให้สินค้าสามารถเดินทางไปถึงปลายทางได้

         

ประเมินผลกระทบส่งออก

 

ทั้งนี้ รายงานข่าวจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุว่า หากมีการระงับรับสินค้าของคลังสินค้าการบินไทย จะส่งผลกระทบคือ 

 

1.ด้านการส่งมอบสินค้า และความเสี่ยงต่อผู้ส่งออกโดยตรง โดยการระงับรับสินค้าของคลังสินค้าการบินไทยส่งผลให้สายการบินที่ใช้บริการคลังสินค้าดังกล่าวบางส่วนต้องชะลอหรืองดรับสินค้าส่งออกชั่วคราว ทำให้ผู้ส่งออกมีความเสี่ยงไม่สามารถส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศได้ตามกำหนด

 

โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และอาหารสด สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าควบคุมอุณหภูมิ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน วัตถุดิบสำหรับภาคการผลิต และสินค้าเร่งด่วน

 

2.ด้านต้นทุนโลจิสติกส์ และค่าระวาง ค่าระวางเรือ/เครื่องบิน (Freight Rate) พุ่งสูงขึ้น ผู้ส่งออกจำนวนมากจะเปลี่ยนไปใช้บริการคลังสินค้าทางอากาศของสายการบินอื่นที่ยังเปิดอยู่ เช่น บริษัท บางกอกไฟลท์เซอร์วิสเซส จำกัด (BFS) หรือสายการบินต่างชาติ ซึ่งมีพื้นที่จำกัด ส่งผลให้ค่าระวางสินค้าทางอากาศ (Air Freight Rate) ดีดตัวสูงขึ้นทันทีตามกลไกตลาด

 

3. ด้านความต่อเนื่องของสายการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน (ทั้งขาออก และขาเข้า) วัตถุดิบต้นน้ำขาดแคลน เนื่องจากประกาศนี้ระงับทั้งขาเข้า และขาออก วัตถุดิบหรือสารเคมีสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยต้องนำเข้ามาเพื่อแปรรูป และผลิตเพื่อส่งออกต่อ ก็จะไม่สามารถนำออกจากคลังสินค้าได้ตามกำหนด (อาจล่าช้ากว่าเดิม 3-7 วัน) ส่งผลให้แผนการผลิตสินค้าล็อตถัดไปเพื่อส่งออกต้องเลื่อนออกไปด้วย

 

4.ส่วนผลกระทบเป็นรายสินค้า พบว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วและความแม่นยำในการส่งมอบเพื่อเชื่อมต่อกับสายการผลิตในต่างประเทศ สินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ผักสด ผลไม้ ดอกไม้สด เนื้อสัตว์แช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง มีข้อจำกัดด้านอายุสินค้าและคุณภาพ การล่าช้าหรือตกเที่ยวบิน จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายและต้นทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ส่งออก 

 

ส่งออกทางอากาศ มูลค่า 2.4 ล้านล้าน

 

ซึ่งการส่งออกทางอากาศมีมูลค่าถึง 2.42 ล้านล้านบาทในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 และคิดเป็น 33 % ของมูลค่าการส่งออกของประเทศ การหยุดชะงักของระบบคลังสินค้าและ Air Cargo แม้เป็นการชั่วคราว จึงมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการส่งออก

 

ทั้งด้านการส่งมอบสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ ความต่อเนื่องของสายการผลิต และความน่าเชื่อถือของไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก อีกทั้ง Cargo บางส่วนอาจพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ที่อื่นแทน ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากส่วนนี้

 

ทั้งนี้ ความสำคัญของ Air Cargo ต่อการส่งออกไทย พบว่า ช่วง ม.ค.–ก.ค.2569 การส่งออกทางอากาศมีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 36.7 %) คิดเป็น 33 % ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ (ประมาณ 7.34 ล้านล้านบาท) หรือเกือบ 1 ใน 3 ของการส่งออกไทย สินค้าสำคัญ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน (มูลค่าสูงในปีก่อนหน้า) และสินค้าเกษตร/อาหาร (ผักสด ผลไม้ ดอกไม้สด เนื้อสัตว์แช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง) ซึ่งอ่อนไหวต่อเวลา และคุณภาพ

 

โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศ ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ ซึ่งในปี 2568 มีมูลค่าส่งออกทางอากาศประมาณ 1.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น  42.0 %  ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด กลุ่มสินค้าดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานโลก

 

นอกจากนี้ สินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้ อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูง มีมูลค่าส่งออกทางอากาศในปี 2568 ประมาณ 380,804 ล้านบาท คิดเป็น 26.2 %  ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลาการขนส่ง และการควบคุมคุณภาพ การหยุดชะงักของระบบ Air Cargo จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้า และกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการได้โดยตรง

 

สำหรับสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรทางอากาศของไทย ประกอบด้วย 1. การขนส่งสินค้าผักและผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แห้ง และแปรรูป  ปี 68 มีมูลค่าการส่งออกรวม 9,826.62 ล้านดอลลาร์ 

 

โดยเป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 351.81 ล้านดอลลาร์  คิดเป็นสัดส่วน 3.58 %  ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด  2.การขนส่งผลไม้สด โดยปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,209.52 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 251.86 ล้านดอลลาร์  คิดเป็นสัดส่วน 4.83% ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด

 

ส่วน 8 เดือนแรก ปี 2569 มีมูลค่าการส่งออกรวม 5,523.36 ล้านดอลลาร์  โดยเป็นการขนส่งทางอากาศ มูลค่า 179.85 ล้านดอลลาร์  คิดเป็นสัดส่วน 3.26 %  ของช่องทางการขนส่งทั้งหมด นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้สดมีการขนส่งทางอากาศประมาณ 3 % ของช่องทางการขนส่งทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในระยะยาว ประกอบกับเป็นช่วงปลายฤดูผลผลิต มีสินค้าส่งออกปริมาณน้อย

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะ และแนวทางสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ระยะเร่งด่วน) ประกอบด้วย

 

1.กรมติดตาม และรวบรวมผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยประสานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) สมาคมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเครือข่ายผู้ส่งออก เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการ ประเภทสินค้า ตลาดปลายทาง และมูลค่าการค้าที่ได้รับผลกระทบ

 

2.ประสานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ซึ่งมีเครือข่าย 58 แห่งใน 43 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการสื่อสารกับผู้นำเข้า และคู่ค้าต่างประเทศกรณีส่งมอบล่าช้า ช่วยเจรจาขยายเวลา สื่อสารสถานการณ์ภัยพิบัติ (Force Majeure) และป้องกันค่าปรับ

 

3.เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ และทางเลือกด้านการขนส่งอย่างทันท่วงที เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับแผนได้

 

4.สนับสนุนผู้ส่งออกประสาน Forwarder ทันที ตรวจสอบสถานะ เปลี่ยนใช้คลังสินค้ารายอื่น (เช่น Bangkok Flight Services – BFS Cargo ซึ่งยังเปิดบริการ และมีระบบควบคุมอุณหภูมิ) หรือสายการบินทางเลือก (กลุ่มตะวันออกกลาง เอเชีย ยุโรป) โดยตรวจสอบสัญญาสายการบิน และจองพื้นที่ล่วงหน้า

 

5.แนะนำปรับเส้นทางสำหรับสินค้าที่ไม่เน่าเสียง่าย (ทางเรือหรือทางบกข้ามพรมแดน) และเร่งตรวจปล่อยสินค้าขาเข้าที่ถึงแล้ว รวมถึงชะลอการส่งจากต้นทางหากยังไม่โหลดขึ้นเครื่อง

 

ข่าวล่าสุด

'7 จุดสำคัญ' ควรตรวจสอบบ้านหลัง 'น้ำลด' เพราะน้ำลดไม่ได้หมายความว่าบ้านปลอดภัย!

'7 จุดสำคัญ' ควรตรวจสอบบ้านหลัง 'น้ำลด' เพราะน้ำลดไม่ได้หมายความว่าบ้านปลอดภัย!