
เปิดโครงสร้างธุรกิจ Air Cargo ในไทย 155 ราย เส้นทางขนส่งพึ่งสุวรรณภูมิ 92%
เปิดโครงสร้างธุรกิจ Air Cargo ในไทย ผู้ประกอบการ 155 ราย ทั้งไทยและต่างชาติ พบสินค้ากว่า 92% ยังพึ่งพาสุวรรณภูมิเป็นหลัก
KEY
POINTS
- ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo) ในไทยมี 155 ราย โดยการขนส่งกว่า 92.3% พึ่งพาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นหลัก
- ผู้ให้บริการคลังสินค้าหลัก 3 ราย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือ THAI Cargo (สัดส่วน 50-55%), BFS Cargo (25-30%) และ AOTGA (15-20%)
- เส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่กระจุกตัวในเอเชีย โดยมีจีนและฮ่องกงเป็นตลาดหลักด้วยสัดส่วนรวมกันสูงสุดประมาณ 16%
ท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาการให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งผลให้การบินไทยยกเลิกเที่ยวบินหลายเส้นทาง และมีสัมภาระตกค้างกว่า 5,600 ใบ รวมถึงประกาศระงับการรับและส่งสินค้าชั่วคราว ระหว่างวันที่ 30 กันยายน–6 ตุลาคม 2569 เพื่อเร่งระบายสินค้าที่ตกค้างและฟื้นฟูระบบปฏิบัติการภาคพื้นดิน
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะผู้โดยสารและสัมภาระเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานของไทย
โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วและตรงต่อเวลา เช่น สินค้ามูลค่าสูง สินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ และสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น ทำให้เมื่อระบบสนามบินหรือการจัดการภาคพื้นดินเกิดปัญหา ย่อมกระทบต่อระยะเวลาขนส่งและอาจเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
- 155 ผู้ประกอบการขนส่งสินค้า
ทั้งนี้ เมื่อดูโครงสร้างของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo) ข้อมูลจาก “วิจัยกรุงศรี” ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) พบว่าธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศมีผู้เล่นจำนวนไม่น้อย
โดยข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า มีผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางอากาศ 155 รายทั้งไทยและต่างชาติ หรือคิดเป็น 60.1% โดย 87 รายมีเที่ยวบินประจำ ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ
- บมจ.การบินกรุงเทพ (มีคลังสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิและมีสนามบินส่วนตัวให้บริการเชิงพาณิชย์ 3 แห่ง)
- บจก. เฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) (สัญชาติอเมริกัน)
- บจก. เค-ไมล์ แอร์ (ไทย-สวิตเซอร์แลนด์)
- บจก. ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทย-เยอรมนี)
- บจก. เทเลพอร์ต (ประเทศไทย) เป็นธุรกิจในเครือสายการบินแอร์เอเชีย (มาเลเซีย)
สำหรับผู้ประกอบการขนส่งสินค้าส่วนที่เหลือ 68 รายไม่มีเที่ยวบินประจำ ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 2 ราย คือ บจก. ไรซ์ อะเกน (ไทย-จีน) และ บจก. อาร์ เอ็น พี เอ็กซ์เพลส ซึ่งเป็น บจก.สัญชาติไทย ที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแบบครบวงจร รวมถึงมีบริการขนส่งแบบส่งตรงถึงหน้าบ้าน (Door to Door) ในหลายประเทศ เช่น ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ
สำหรับผู้ประกอบการอื่นๆ ที่มีการร่วมทุนกับต่างชาติ เช่น บจก. แอร์ เมลล์ โลจิสติกส์ (ไทย-ฮ่องกง) บจก. สตรอง ทาวเวอร์ (ไทย-จีน) บจก.โกลบอล เฟรท เซอร์วิส (ไทย-ฮ่องกง) บจก. คาร์เท่น อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ (ไทย-สิงคโปร์) เป็นต้น
- ขนส่ง 92% ผ่านสุวรรณภูมิ
ทั้งนี้ การขนส่งทางอากาศส่วนใหญ่จะผ่านสนามบินนานาชาติภายใต้การบริหารจัดการของท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (สัดส่วน 99.8% ของการขนส่งทั้งหมด) อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิ (92.3%) ภูเก็ต (3.5%) และดอนเมือง (3.4%) (ข้อมูลปี 2568; กพท.)
ส่วนเส้นทางขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศของไทยยังกระจุกตัวในจีนและศูนย์กลางโลจิสติกส์หลักของเอเชีย โดยจีนและฮ่องกงมีสัดส่วนรวมสูงสุดราว 16% ของปริมาณขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศทั้งหมด รองลงมาคือไต้หวันและญี่ปุ่น มีสัดส่วนประเทศละ 8% เกาหลีใต้ 7% สิงคโปร์ 6% และกาตาร์ 2%
สะท้อนว่าไทยยังพึ่งพาเส้นทางการค้าหลักในเอเชีย โดยเฉพาะตลาดที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานสินค้าเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และกาตาร์ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางถ่ายลำและกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่น ทำให้สินค้าจากไทยบางส่วนไม่ได้ขนส่งตรงถึงตลาดปลายทาง แต่ต้องเชื่อมต่อเที่ยวบินผ่านศูนย์กลางดังกล่าวก่อนส่งต่อไปยังประเทศหรือภูมิภาคอื่น
อย่างไรก็ตาม ลักษณะโครงสร้างธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศที่ยังเน้นสินค้าเร่งด่วน มีมูลค่าสูง และอ่อนไหวต่อคุณภาพและระยะเวลาขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผลไม้และอาหารสด รวมถึงเวชภัณฑ์และยา
- 3 ผู้ให้บริการหลักที่สุวรรณภูมิ
โดยผู้ให้บริการขนส่งคาร์โก ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีผู้ให้บริการคลังสินค้าหลักอยู่ 3 ราย โดยมีสัดส่วนความสามารถในการรองรับสินค้าดังนี้
- THAI Cargo ของการบินไทย ครองสัดส่วนใหญ่ที่สุดประมาณ 50% - 55% ของขีดความสามารถโดยรวม โดยมีคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่รองรับสินค้าได้สูงถึง 1.2 ล้านตันต่อปี
- Bangkok Flight Services (BFS Cargo) ครองสัดส่วนประมาณ 25% - 30% รองรับสินค้าได้ราว 500,000 - 700,000 ตันต่อปี
- AOTGA ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย บริการภาคพื้น จำกัด ที่เป็นรายใหม่ล่าสุดที่เข้ามาเสริมทัพเพื่อผลักดันไทยเป็นฮับภูมิภาค รองรับได้ประมาณ 15% - 20% ราว 400,000 - 600,000 ตันต่อปี
- ส่งออกไทย 5 เดือนแรกปี 69
ศูนย์วิจัยฯ ยังระบุว่า ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยอยู่ที่ 699,093 ตัน เพิ่มขึ้น 6.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงหนุนหลักจากการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 6.3% และยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงเดียวกันก่อนเกิดโควิด-19
สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ที่ขยายตัว 17.0% โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้สดที่เพิ่มขึ้น 37.0% ส่วนหนึ่งมาจากทุเรียนและเงาะ
ขณะที่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นถึง 50.6% ตามการเติบโตของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI และ Data Center
- Air Cargo ตัวเพิ่มรายได้สายการบิน
สำหรับสายการบิน การขนส่งสินค้าถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้เสริม โดยเฉพาะการใช้พื้นที่ระวางใต้ท้องเครื่องบินโดยสารในเที่ยวบินระหว่างประเทศ
นอกจากสร้างรายได้ให้สายการบินแล้ว ยังสร้างกิจกรรมต่อเนื่องให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน ทั้งคลังสินค้าทางอากาศ การขนถ่ายสินค้า บริการภาคพื้น ระบบควบคุมอุณหภูมิ และพิธีการศุลกากร
โดยเฉพาะสนามบินหลักที่เป็นจุดเชื่อมต่อการส่งออกและนำเข้าสินค้าของไทย ทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหารสด และสินค้าที่ต้องควบคุมระยะเวลาขนส่ง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Air Cargo ในปัจจุบันยังมาจากตลาดระหว่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ตลาดในประเทศยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและขนาดตลาด เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ยังสามารถใช้การขนส่งทางถนนได้ และไม่ได้มีข้อจำกัดด้านเวลามากพอที่จะต้องเลือกใช้การขนส่งทางอากาศ
สำหรับแนวโน้มรายได้จากการขนส่งสินค้า (Cargo Revenue) ศูนย์วิจัยฯ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 7.3% แตะ 1.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ตามความต้องการขนส่งสินค้ามูลค่าสูง สินค้าเร่งด่วน และสินค้าที่ต้องการความแน่นอนด้านเวลาโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่อยู่ในช่วงขาขึ้นของตลาด
ขณะที่รายได้จากบริการอื่นของสายการบิน เช่น ค่าธรรมเนียมสัมภาระ การเลือกที่นั่ง และอาหารบนเครื่อง คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 13.0% อยู่ที่ 1.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่ารายได้ของธุรกิจสายการบินไม่ได้มาจากการขายตั๋วโดยสารเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการเสริมกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น







