
อุตฯไฟเขียวเอกชน เพิ่มโรงงานน้ำตาล
โพสต์ทูเดย์
— อุตฯ เปิดทางขยายโรงงานน้ำตาลเพิ่มในต่างจังหวัด เอื้อชาวไร่ประหยัดค่าขนอ้อยป้อนโรงงานนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีโรงงานยื่นเรื่องขอโยกย้าย ขยาย ตั้งโรงงานน้ำตาลเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการโยกย้าย และขยายโรงงานน้ำตาล พิจารณาตามความเหมาะสม ไม่ต้องรอการศึกษาปรับโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลทรายเสร็จก่อน เพราะจะช้าเกินไป
คณะกรรมการสามารถพิจารณาไปตามเกณฑ์ที่มีอยู่ ทั้งเรื่องระยะทาง ปริมาณอ้อยในแต่ละพื้นที่ แผนฟื้นฟูอ้อย และแผนเรื่องพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยให้รวมเกณฑ์ทุกอย่างที่มีอยู่มาพิจารณา ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ก็จะถูกตีกลับ เนื่องจากตอนนี้ในบางพื้นที่มีปริมาณอ้อยมาก โรงงานที่มีอยู่ผลิตไม่ทัน ก็ควรจะให้เพิ่มกำลังผลิตได้ จึงต้องดูเหตุผลที่เหมาะสมประกอบด้วย
นายจีระพงษ์ ทันวงศ์ษา รองประธานสหกรณ์ชาวไร่อ้อยจังหวัดเลย กล่าวว่า ชาวไร่ต้องการให้เปิดโรงงานน้ำตาลเพิ่ม เนื่องจากในพื้นที่ จ.เลย มีอ้อยมาก แต่ไม่มีโรงงานรองรับ ทำให้ต้องขนอ้อยเข้าโรงงานที่ชัยภูมิระยะทางกว่า 130 กิโลเมตร ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงมาก
สำหรับปริมาณอ้อยในจังหวัดเลยมีมากพอที่จะเปิดโรงงานใหม่ได้ โดยในฤดูกาลผลิตนี้มีปริมาณอ้อยกว่า 2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 120% มีพื้นที่ปลูกอ้อย 2 แสนไร่ เพราะราคาอ้อยดีคนแห่มาปลูกอ้อยมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย จึงไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโรงงานน้ำตาล
นายณัฏฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล กรรมการบริหารบริษัท เกษตรไทยอุตสาหกรรมน้ำตาล กลุ่มน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ กล่าวว่า จากการที่มีตัวแทนชาวไร่เรียกร้องให้โรงงานย้ายไปตั้งที่สุโขทัย จากเดิมอยู่ที่อุตรดิตถ์ ชาวไร่จึงต้องจ่ายค่าขนส่งกว่า 100 ล้านบาทต่อฤดูกาลผลิต โดยโรงงานที่อุตรดิตถ์หีบอ้อยปีละ 2 ล้านตัน อ้อย 90% มาจากสุโขทัย หรือคิดเป็น 1.61.8 ล้านตัน ที่ต้องขนมาจากสุโขทัย จึงได้ยื่นเรื่องขอย้ายโรงงานไปนานกว่า 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่ผ่านการพิจารณา
ขณะที่การย้ายโรงงานหรือตั้งโรงงานใหม่ในภาพรวมที่มีการยื่นเรื่องเข้ามามาก เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำตาลมีแนวโน้มที่ดี ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องพิจารณาเรื่องการเพิ่มผลผลิตอ้อยควบคู่ไปด้วย รวมถึงการใช้ระบบน้ำ ให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1213 ตันต่อไร่ จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 9.5 ตันต่อไร่ เพื่อป้องกันปัญหาการแย่งอ้อยในอนาคต







