posttoday
วิกฤตน้ำมันปาล์มกับการแทรกแซงของภาครัฐ

วิกฤตน้ำมันปาล์มกับการแทรกแซงของภาครัฐ

16 กุมภาพันธ์ 2554

.....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

สถานการณ์ข้าวยากหมากแพงในขณะนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบ้านเรา แต่เกิดขึ้นเกือบทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชียที่อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างสูงกว่าส่วนอื่นๆ ของโลก ซึ่งเป็นผลของอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่าและเร็วกว่าแถบอื่นๆ จะเรียกว่า “บุญมีแต่กรรมบัง” ก็ว่าได้ เพราะแม้รายได้จะสูงขึ้น แต่ข้าวของก็แพงขึ้นเป็นเงาตามตัว

นอกจากนี้ยังมี “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” ที่ภาวะอากาศแปรปรวน พายุหิมะที่ถล่มหลายพื้นที่ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นเพื่อผลิตพลังงานและความอบอุ่น ราคาน้ำมันจึงถีบตัวสูงขึ้น และทำให้ต้นทุนภาคขนส่งเพิ่มสูงขึ้น

ประกอบกับภัยพิบัติทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ยิ่งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และส่งผลให้ราคาสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และก่อความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ซึ่งถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว กลไกตลาดจะช่วยจัดการตัวมันเอง และช่วยสร้างสมดุลด้านอุปสงค์ อุปทาน และราคาที่เป็นธรรม

แต่ในประเทศกำลังพัฒนากลับใช้ “การแทรกแซงของภาครัฐ” ในการควบคุมราคาตลอดจนอุปสงค์ อุปทาน ไม่ปล่อยให้กลไกทางการตลาดได้ทำงาน

ผลก็คือความล้มเหลวด้านบริหารจัดการ ที่ไม่สามารถควบคุมการกักตุนสินค้า และทำให้ราคาตลอดจนปริมาณไม่สามารถปรับตัวตามธรรมชาติ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ บทบาทของภาครัฐในการจัดการปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน ที่ภาครัฐเข้าแทรกแซงจน “เละตุ้มเป๊ะ” ไปหมด เพราะไม่เพียงราคาสูงกว่าราคาควบคุมเท่านั้น ยังขาดตลาด มีการกักตุนของพ่อค้า เกิดภาวะตื่นตระหนกในหมู่ผู้บริโภคและร้านค้า แถมราคาปาล์มสดยังตกต่ำ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากการแทรกแซงของภาครัฐ

ถ้าปล่อยให้กลไกตลาดดูแลตัวมันเอง ภาครัฐไม่ไปคุมราคาตั้งแต่แรก ปล่อยให้มีการนำเข้าส่งออกอย่างเสรี เมื่อผลผลิตปาล์มสดลดลงจากภัยน้ำท่วม ก็เป็นธรรมดาที่ราคาจะสูงขึ้น และถ้าปล่อยให้ราคาปรับตัวขึ้นตามธรรมชาติ พ่อค้าสามารถขายได้ราคาดี ก็จะไม่กักตุนสินค้า ไม่ทำให้เกิดการขาดแคลน และถ้าปล่อยให้นำเข้าทั้งผลปาล์มและน้ำมันปาล์มอย่างเสรี ก็ย่อมส่งผลให้ราคาลดลง และสินค้าก็ไม่ขาดแคลน

แต่นี่ภาครัฐเข้าไปสร้างเงื่อนไขด้านราคาและปริมาณทำให้กลไกตลาดบิดเบือน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น ภาครัฐจึงต้องเลิกควบคุมดูแลเฉพาะส่วน แต่ต้องดูภาพรวมแล้วปล่อยให้กลไกตลาดเสรีได้มีโอกาสทำงาน แล้วไปบริหารจัดการด้านนโยบายการเงินการคลัง และดูแลสวัสดิการสังคม

เช่น ใช้นโยบายภาษีในการเกื้อหนุนเกษตรกร จัดหาที่ดินเพาะปลูกทำกินตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม หรือการจัดหาปุ๋ยราคาถูกเพื่อลดต้นทุน ทั้งนี้จะดีกว่าการควบคุมราคาตลอดจนอุปสงค์ อุปทานโดยตรง

ยิ่งไปกว่านั้น เราก็รู้กันดีว่าภาครัฐและภาคราชการถูกควบคุมโดยนักการเมือง และเมื่อภาครัฐเข้าแทรกแซงภาคเอกชน จะเป็นการทำให้นักการเมืองมีโอกาสเข้าแทรกแซงภาคธุรกิจ และสามารถฉวยโอกาสสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพรรคพวกท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน

และที่ชอบอ้างว่าทำเพื่อป้องกันความเสียหายของภาครัฐ แต่กลับไม่เหลียวแลภาคประชาชน ซึ่งความจริงประชาชนไม่ค่อยได้ประโยชน์จากการแทรกแซงของภาครัฐ แต่เป็นนักการเมืองต่างหากที่จัดสรรผลประโยชน์ให้กับตัวเองอย่างลงตัว

เรื่องการใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ราคาดีเซลไม่สามารถปรับเข้าสู่ดุลยภาพ และทำให้ปริมาณการใช้ไม่เป็นตามธรรมชาติ ซึ่งถ้าหมดปัญญาดูแลเมื่อไร ราคาดีเซลจะกระโดดขึ้น และอาจขาดตลาดจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากกว่าในอนาคต

รวมทั้งการแทรกแซงในธุรกิจโทรคมนาคมที่ทำให้เราล้าหลังตามไม่ทันเทคโนโลยี และทำให้ภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่นในนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และสุดท้ายภาคประชาชนจะเป็นผู้รับเคราะห์จากการควบคุมเกินเหตุของภาครัฐ

ยิ่งดูแลกลับยิ่งเจ๊ง ถ้าภาครัฐ (และนักการเมือง) ปล่อยมือซะบ้าง สถานการณ์จะดีขึ้นเอง

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล