
ธปท. แจงข้อกังวลไทยเสี่ยง “Japanification” ตามรอยญี่ปุ่น
ธปท. แจงปมข้อกังวลเศรษฐกิจไทยเสี่ยง “Japanification” ตามรอยญี่ปุ่น ชี้ตัวเลขทำให้มองว่าเหมือนกัน แต่ที่มาปัญหาไทยกับญี่ปุ่นแตกต่างกัน ย้ำทางออก เร่งเพิ่มรายได้ประชาชนควบคู่การปรับโครงสร้างด้านเทคโนโลยี
KEY
POINTS
- ธปท. ยอมรับว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยมีความคล้ายคลึงกับภาวะซบเซาแบบญี่ปุ่น (Japanification) แต่ชี้แจงว่าต้นตอของปัญหามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
- ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทยคือหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งเกิดจากรายได้ไม่เพียงพอ โดย ธปท. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน แต่เน้นว่าทางออกที่แท้จริงคือการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
- ธปท. ใช้เครื่องมือนโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และมองว่าอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยนโยบายภาครัฐและการปฏิรูปธุรกิจสู่ดิจิทัลเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
ท่ามกลางกระแสความกังวลของสื่อต่างประเทศที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะการเติบโตต่ำและอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ จนอาจเข้าใกล้สภาวะที่เรียกว่า “Japanification” หรือภาวะเศรษฐกิจซบเซาแบบญี่ปุ่น
ล่าสุด นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาประเมินสถานการณ์ พร้อมกางกลยุทธ์แก้โจทย์เชิงโครงสร้างเพื่อพยุงเศรษฐกิจไทย
ไทยส่อแววเสี่ยง Japanification แต่ชี้ที่มาปัญหาแตกต่างกัน
นางปราณี ชี้แจงว่า หากพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดข้อกังขาและนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องภาวะ Japanification เนื่องจากตัวเลขหลายตัวส่งสัญญาณไปในทิศทางดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้ผลลัพธ์สุดท้ายที่สะท้อนผ่านตัวเลขจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ที่มาที่ไปของปัญหาของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ทั้งในภาคการผลิต และภาคการบริการ ที่ปัจจุบันยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งปัญหาโครงสร้างเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมานาน และทุกภาคส่วนในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญในการแก้ไขร่วมกันอย่างเร่งด่วน
กางมาตรการแก้ไขต้นตอ “หนี้ครัวเรือนสูง”
หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ซึ่ง ธปท. ระบุว่า ต้นตอที่แท้จริงของปัญหานี้มาจากรายได้ของประชาชนที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย และไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้
ที่ผ่านมา ธปท. ได้ผลักดันมาตรการช่วยเหลือเยียวยาภาคครัวเรือนอย่างต่อเนื่องหลายด้าน ประกอบด้วย 1. มาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้ 2. การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง 3. การควบคุมดูแลสินเชื่อประเภทซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later) และ 4. การลดต้นทุนบริการทางการเงินควบคู่ไปกับการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่ออย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ธปท. ย้ำว่า หัวใจสำคัญและทางออกที่แท้จริงของวิกฤตนี้ไม่ใช่เพียงมาตรการทางการเงิน แต่คือ การเพิ่มรายได้ที่แท้จริงให้แก่ประชาชน
เครื่องมือหนุนเศรษฐกิจ-ความหวังขับเคลื่อนอนาคต
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงเครื่องมือเชิงนโยบายที่ยังคงเหลืออยู่ ธปท. เผยว่า การคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนและพยุงเศรษฐกิจในปัจจุบัน
สำหรับทิศทางในอนาคต ประเทศไทยยังมีความหวังจากปัจจัยหนุนสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่
นโยบายเชิงรุกของภาครัฐ ความหวังจากการปรับโครงสร้างและการปฏิรูปประเทศผ่านเครื่องมือนโยบายภาครัฐ ซึ่งรวมถึงประเด็นนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาท หลัง
การแปลงการลงทุนดิจิทัลเป็นการปฏิรูปธุรกิจ ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลเข้ามาเป็นจำนวนมาก หากภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการปฏิรูปการทำงาน จะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐหรือมาตรการทางการเงินของ ธปท. เพียงอย่างเดียว
ธปท. เชื่อมั่นว่า หากสามารถใช้ประโยชน์จากภาคเศรษฐกิจที่ยังใช้ศักยภาพได้ไม่เต็มที่ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างด้านเทคโนโลยี จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
3 ปัจจัย หนุนเศรษฐกิจไทย ก.ค. ขยายตัว
นางปราณี เปิดเผยเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.2569 ว่า โดยรวมขยายตัวจากเดือนก่อน ตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก และผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ลดลง รวมถึงมาตรการภารัฐที่ยังมีอยู่ ได้แก่ ไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
สำหรับการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 2.3% จากเดือนก่อน โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคการผลิตปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การส่งออกยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง ขณะที่มูลค่าการนาเข้าไม่รวมทองคาลดลง 5.4% จากเดือนก่อน จากหมวดเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับลดลง 0.3% จากเดือนก่อน จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า
ส่วนภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 2.5 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะไกล เนื่องจากอุปทานการบินทยอยฟื้นตัวหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลง ประกอบกับอุปสงค์เพิ่มขึ้นในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการโดยเฉพาะสาขาโรงแรมและร้านอาหารขยายตัวตาม ส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพิ่มขึ้น 2.7% จากเดือนก่อน
ด้านการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อน ตามการใช้จ่ายในหมวดบริการโดยเฉพาะร้านอาหาร จากผลของมาตรการภาครัฐ และการท่องเที่ยวในประเทศที่ปรับดีขึ้น เนื่องจากมีวันหยุดยาวพิเศษ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวตามการเบิกจ่ายของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ
ในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.72% จากเดือนก่อน จากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับลดลงมาก ตามทิศทางราคาน้ำมันโลกและการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น 0.03% จากเดือนก่อน ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนในหมวดอาหารสำเร็จรูปและเครื่องประกอบอาหารเป็นหลัก
ทางด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจากเดือนก่อน ตามดุลการค้าจากการนำเข้าทองคำและเชื้อเพลิงที่ลดลงเป็นสำคัญ สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึง
ทั้งนี้ แนวโน้มในระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึง โดยแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลบวกจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และปัญญาประดิษฐ์ของโลก ขณะที่การบริโภคของครัวเรือนมีแรงสนับสนุนจากมาตรการรัฐ ทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลง และแนวโน้มรายได้แรงงานที่ปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตร
โดยระยะต่อไปต้องติดตาม 1) ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก 2) พัฒนาการของสงครามและนโยบายกีดกันการค้าระหว่างประเทศ 3) ผลของมาตรการรัฐต่อการบริโภคและการลงทุน 4) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และ 5) พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ







