
สัญญาณดีของ CPF
บล.ธนชาต ได้นำบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (CPF) ไปพบนักลงทุนที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 911 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยงานนี้มีกองทุนชั้นนำเข้าร่วมงานเต็มจำนวน 14 กอง เพื่อพบกับ
“กอบบุญ ศรีชัย” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักลงทุนสัมพันธ์ และ “ปรีณัน ณีศะนันท์” เจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์ โดยการประชุมครั้งนี้บริษัทให้ข้อมูลคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินงานในประเทศ และการลงทุนในต่างประเทศ นอกจากนี้ผู้บริหารยังทำให้นักลงทุนสบายใจเกี่ยวกับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายที่มีต่ออัตรากำไรว่าจะไม่รุนแรงอย่างที่นักลงทุนกังวล CPF เชื่อว่ากำไรจากธุรกิจปศุสัตว์ในประเทศน่าจะทรงตัวจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจัยผลักดันการเติบโตของกำไรปี 2554 น่าจะมาจากประการแรก การส่งออกกุ้งที่เพิ่มขึ้นอย่างมากราว 30%
ประการที่ 2 ยอดขายอาหารแปรรูปเติบโต 1015%
ประการที่ 3 กำไรจากธุรกิจต่างประเทศที่สูงขึ้น โดยเฉพาะจากการดำเนินงานที่รัสเซียที่ถึงจุดคุ้มทุน และความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นที่ CP อินเดีย และ CP มาเลเซีย
ประการที่ 4 ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมค้าที่เติบโต เนื่องจากการถือหุ้นในบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) สูงขึ้น 2% กำไรของ CP เวียดนาม ที่เติบโตสูงขึ้น และการลงทุนใน CP กัมพูชา 25% และ
ประการที่ 5 ดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวตรงกับมุมมองของ บล.ธนชาต
ดังนั้น บล.ธนชาต จึงยังคงประมาณกำไรของเราไว้เหมือนเดิม ต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นไม่ส่งผลกระทบมากนัก CPF ไม่คาดว่าการเพิ่มขึ้นของราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลือง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออัตรากำไรปีนี้ โดยมีเหตุผล 3 ประการ คือ
ประการแรก ธุรกิจอาหารสัตว์และธุรกิจอาหาร (60% ของยอดขาย) ใช้วิธี CostPlus ในการกำหนดราคา ดังนั้นอัตรากำไรจึงไม่น่าถูกกระทบ
ประการที่ 2 CPF สามารถจัดหาแหล่งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่มีราคาถูกกว่าราคาตลาด 57% ซึ่งสต๊อกข้าวโพดน่าจะพอใช้ไปจนถึงเดือน ส.ค. และเดือน ต.ค. สำหรับกากถั่วเหลือง
ประการที่ 3 มีโอกาสน้อยที่จะเกิดภาวะการผลิตล้นตลาด เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงาน และต้นทุนอาหารสัตว์ กดดันให้ผู้เล่นรายเล็กออกจากตลาดไป ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ให้ความระมัดระวังในการขยายธุรกิจได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินด่องเพียงเล็กน้อยในระหว่างช่วงการนำเสนอข้อมูล ประเทศเวียดนามได้ประกาศลดค่าเงินลง 8.5% แต่เนื่องจากคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นของ CPF
บล.ธนชาต จึงไม่คาดว่าการลดค่าเงินด่องจะส่งผลลบต่อยอดส่งออกกุ้งของ CPF แต่มีความเป็นไปได้ที่กำไรจาก CP เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 5% ของกำไรของ CPF จะลดลง เนื่องจาก CPF คาดว่าส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วม CP เวียดนาม จะเพิ่มขึ้นราว 20% ในปีนี้ เทียบกับสมมติฐานที่ 10% บล.แห่งนี้จึงไม่คาดว่าการลดค่าเงินด่องจะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไร
คำถาม & คำตอบ
nคำถามแรก แนวโน้มกำไรงวดไตรมาส 4 ปี 2553 เป็นอย่างไร
ไตรมาส 4 ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ยังคงลดลงเทียบไตรมาส 3 เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล ประมาณการกำไรของ บล.ธนชาต อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเล็กน้อย เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสำหรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศของ CPF และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจที่ตุรกีที่ต่ำกว่าคาด
nคำถามที่ 2 ราคาเนื้อสัตว์ปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่ และมีแนวโน้มอย่างไร
ราคาเนื้อไก่อยู่ที่ 49 บาท/กิโลกรัม ขณะที่ราคาเนื้อหมูฟื้นตัวมาอยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม การเพิ่มขึ้นของราคามีสาเหตุจากสินค้าล้นตลาด ซึ่ง CPF คาดว่าราคายังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น และสภาวะอากาศที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งเป็นไปได้ที่จะทำให้อัตราการรอดชีวิตของทั้งไก่และหมูลดลง
nคำถามที่ 3 โครงสร้างต้นทุนของธุรกิจอาหารสัตว์และเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างไร
ต้นทุนการผลิตรวมของธุรกิจอาหารสัตว์นั้น 6070% เป็นต้นทุนวัตถุดิบ (ข้าวโพด+กากถั่วเหลืองสำหรับปศุสัตว์ และข้าวโพด+กากถั่วเหลืองและปลาป่นสำหรับอาหารสัตว์น้ำ) และที่เหลือเป็นต้นทุนแรงงานและค่าโสหุ้ย
สำหรับธุรกิจเลี้ยงสัตว์ ต้นทุนพ่อแม่พันธุ์คิดเป็น 30% ขณะที่ 4050% เป็นต้นทุนค่าอาหารสัตว์ และส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนแรงงานและค่าโสหุ้ย
nคำถามที่ 4 ราคาธัญพืชที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของ CPF อย่างไร
CPF สามารถจัดหาแหล่งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่มีราคาถูกกว่าราคาตลาด 57% สต๊อกข้าวโพดน่าจะพอใช้ไปจนถึงเดือน ส.ค. และเดือน ต.ค. สำหรับกากถั่วเหลือง ธุรกิจอาหารสัตว์และอาหาร ซึ่งคิดเป็น 60% ของยอดขาย ใช้สูตร CostPlus ในการกำหนดราคา ดังนั้นอัตรากำไรจึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบ
สำหรับธุรกิจเลี้ยงสัตว์ ผลกระทบที่มีต่ออัตรากำไรขึ้นอยู่กับราคาเนื้อสัตว์ ซึ่งปัจจุบันปรับตัวขึ้นมากพอที่จะครอบคลุมการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ หากราคายืนอยู่ที่ระดับสูงนี้ อัตรากำไรของธุรกิจเลี้ยงสัตว์ของ CPF ไม่น่าที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
nคำถามที่ 5 อัตราแลกเนื้อ (Conversion Ratio) ไก่และหมู อยู่ที่ระดับเท่าไหร่
ไก่และหมู 1 กิโลกรัม ต้องการปริมาณอาหาร 2 กิโลกรัม และ 2.6 กิโลกรัม ตามลำดับ
nคำถามที่ 6 รายได้และกำไรจากธุรกิจต่างประเทศมีสัดส่วนเท่าไหร่ และมีแนวโน้มอย่างไร
ปัจจุบัน CPF ลงทุนใน 10 ประเทศ โดยปัจจุบันธุรกิจต่างประเทศคิดเป็น 27% ของยอดขายรวม และ 16% ของกำไรสุทธิ โดยประเทศที่สร้างกำไรให้มากสุด คือ อินเดีย มาเลเซีย และไต้หวัน ตุรกี สร้างกำไรให้ราว 15 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปีที่ผ่านมา และ CPF คาดว่าจะอยู่ในระดับที่ทรงตัวในปี 2554 CPF กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายธุรกิจไปยังบังกลาเทศ และประเทศในแถบแอฟริกา บริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนธุรกิจต่างประเทศเป็น 40% ของยอดขายรวม และ 25% ของกำไรรวมภายในปี 2558
nคำถามที่ 7 แผนการเติบโตของธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานเป็นอย่างไร
อาหารพร้อมรับประทานเป็นหนึ่งในธุรกิจซึ่ง CPF กำลังเร่งการขยายตัว โดยเฉพาะตลาดส่งออก โดยยอดขายของอาหารพร้อมรับประทานทั้งหมด 67% เป็นการรับจ้างผลิต และ 33% เป็นแบรนด์ของ CPF เอง
กลยุทธ์ปัจจุบัน คือ การกำหนดผลิตภัณฑ์แชมป์ และเจาะตลาดไปยังตลาดใหม่ ปัจจุบันเกี๊ยวกุ้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกของ CPF บริษัทประสบความสำเร็จในการเข้าไปยังห้างสรรพสินค้าวอลมาร์ท นอกเหนือไปจาก Cosco ในสหรัฐ
นอกจากนี้ CPF ยังกำลังที่จะเจาะเข้าไปยังตลาดโรงแรม และสายการบินเพิ่มขึ้นอีกด้วย
nคำถามที่ 8 อะไรคือเป้าอัตราการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไร และอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ของ CPF ในปี 2554
CPF ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 10% ผลักดันโดยยอดส่งออกกุ้งที่เพิ่มขึ้น 30% (ทั้งสดและกึ่งสุก) ยอดขายอาหารแปรรูปเติบโตราว 20% และยอดขายธุรกิจต่างประเทศเติบโตราว 20%
ขณะที่ตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 1719% และบริษัทตั้งเป้าที่จะรักษาระดับ ROE ให้อยู่ในระดับ 20%
nคำถามที่ 9 แผนลงทุนสำหรับปีนี้เป็นอย่างไร?
CPF กำหนดงบลงทุน (Capex) ไว้ที่ 6,0008,000 ล้านบาท ซึ่ง 40% สำหรับการดำเนินงานในต่างประเทศ และการขยายธุรกิจ 20% สำหรับธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน และที่เหลือสำหรับการซ่อมบำรุง
nคำถามที่ 10 ธุรกรรมกัมพูชาเมื่อไหร่จะเสร็จสมบูรณ์?
ปัจจุบัน CPF ประกาศการลงทุนใน CP กัมพูชา 25% คาดว่าจะเสร็จภายในไตรมาสแรกปีนี้ และจะถูกรับรู้ในรูปของส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วม
nคำถามที่ 11 CPF ถือหุ้นใน CPALL เท่าไหร่?
CPF เพิ่มการถือหุ้นใน CPALL จาก 27% ในช่วงครึ่งแรกปี 2553 เป็น 29% ในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ CPF ไม่ต้องจ่ายภาษีในส่วนของเงินปันผล และมีส่วนแบ่งกำไรจาก CPALL เพิ่มขึ้น
nคำถามที่ 12 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ และต้นทุนของหนี้เฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่?
ณ เดือน ก.ย. 2553 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิของ CPF อยู่ที่ 0.62 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าเป้าที่ 1 เท่าแล้ว CPF ใช้เงินสดพิเศษในการจ่ายคืนหนี้ และมีการปรับโครงสร้างหนี้ระยะสั้นไปเป็นหุ้นกู้ระยะยาว
ขณะที่ต้นทุนของหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 4.2% ณ 9 เดือนแรกของปี 2553







