
บสย. ลุยค้ำ นาโนไฟแนนซ์ ครั้งแรก ดันรายย่อยพ้นหนี้นอกระบบ ยอดค้ำครึ่งปีพุ่ง 129%
บสย.เปิดค้ำประกันนาโนไฟแนนซ์ครั้งแรก ดึงรายย่อยพ้นหนี้นอกระบบ พร้อมจับมือ Virtual Bank ขณะที่ครึ่งปีแรกยอดค้ำสินเชื่อ 4.46 หมื่นล้านบาท โต 129%
KEY
POINTS
- บสย. เตรียมขยายการค้ำประกันสินเชื่อไปสู่ "นาโนไฟแนนซ์" เป็นครั้งแรก เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนในระบบและลดปัญหาหนี้นอกระบบ
- ผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปีมียอดค้ำประกันสินเชื่อรวม 44,570 ล้านบาท เติบโตสูงขึ้น 129% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ตั้งเป้าหมายยอดค้ำประกันสินเชื่อรวมทั้งปีไว้ที่ 70,000 ล้านบาท โดยโครงการค้ำประกันนาโนไฟแนนซ์จะเริ่มดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลัง
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.เตรียมขยายบทบาทเข้าสู่การค้ำประกัน สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) เป็นครั้งแรก หลังปรับหลักเกณฑ์ให้สามารถค้ำประกันสินเชื่อของผู้ให้บริการ Non-bank และนาโนไฟแนนซ์ได้แล้ว เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
โดยมีกลุ่มเป้าหมายจะเป็นพ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อยในตลาด รวมถึงผู้ประกอบการในโครงการไทยช่วยไทย ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน 5,000-50,000 บาท
"เป้าหมายคือ ดึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่เคยพึ่งหนี้นอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการเงิน เพราะสินเชื่อนาโนคิดดอกเบี้ยสูงสุด 33% ต่อปี แต่หนี้นอกระบบบางแห่งคิดถึง 20% ต่อเดือน ซึ่งเป็นภาระที่สูงมาก โครงการนี้จะเริ่มในช่วงครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน" นายสิทธิกร กล่าว
นอกจากนี้ บสย.ยังอยู่ระหว่างหารือกับผู้สมัครใบอนุญาต Virtual Bank เกือบทุกกลุ่ม เพื่อเชื่อมต่อระบบผ่านแพลตฟอร์ม "บสย.พร้อม LG" (บสย. Prompt LG) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางออกหนังสือค้ำประกันสินเชื่อแบบดิจิทัล ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กและผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
"เราคุยกับผู้สมัคร Virtual Bank ทุกเจ้า และมีบางรายที่หารือกันไปถึงขั้นกำหนดเป้าหมายยอดค้ำประกันร่วมกันแล้ว เบื้องต้นอาจร่วมมือกับ 2-3 ราย เพื่อใช้แพลตฟอร์ม พร้อม LG เป็นตัวกลางช่วยให้ SMEs และกลุ่มที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น" นายสิทธิกร กล่าว
นอกจากนี้ บสย.ยังอยู่ระหว่างหารือกับผู้สมัครใบอนุญาต Virtual Bank เกือบทุกกลุ่ม เพื่อเชื่อมต่อระบบผ่านแพลตฟอร์ม "บสย.พร้อม LG" (บสย. Prompt LG) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางออกหนังสือค้ำประกันสินเชื่อแบบดิจิทัล ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กและผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
"เราคุยกับผู้สมัคร Virtual Bank ทุกเจ้า และมีบางรายที่หารือกันไปถึงขั้นกำหนดเป้าหมายยอดค้ำประกันร่วมกันแล้ว เบื้องต้นอาจร่วมมือกับ 2-3 ราย เพื่อใช้แพลตฟอร์ม พร้อม LG เป็นตัวกลางช่วยให้ SMEs และกลุ่มที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น" นายสิทธิกร กล่าว
นายสิทธิกร กล่าวว่า แม้ Virtual Bank ยังอยู่ระหว่างเตรียมระบบ แต่ บสย.จะเร่งพัฒนาระบบหลังบ้านร่วมกับพันธมิตรในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อให้เชื่อมต่อการให้บริการได้ทันทีเมื่อ Virtual Bank เปิดดำเนินการ
สำหรับ ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) บสย.มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 44,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องมากกว่า 3 ปี โดยก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 50,167 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อ 50,029 ราย รักษาการจ้างงาน 342,720 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 219,730 ล้านบาท
ธุรกิจที่ได้รับการค้ำประกันสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาคบริการ 35.5% อาหารและเครื่องดื่ม 9.4% และการผลิตสินค้าและการค้าอื่น ๆ 8.8% รวมคิดเป็น 54% ของวงเงินค้ำประกันทั้งหมด สะท้อนการสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
ส่วนมาตรการ "กระบะพี่ มีคลังค้ำ" มียอดค้ำประกัน 1,105 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรก ทรงตัวตามภาวะตลาดรถกระบะเชิงพาณิชย์ที่ยังชะลอตัวจากเศรษฐกิจผันผวน โดยเปิดรับคำขอค้ำประกันถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569
"ปีนี้ บสย.ตั้งเป้ายอดค้ำประกันสินเชื่อรวม 70,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win วงเงิน 50,000 ล้านบาท และโครงการ Credit Plus วงเงิน 20,000 ล้านบาท ที่ บสย.จะดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะทำให้ยอดค้ำประกันทั้งปีอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท" นายสิทธิกร กล่าว
สำหรับโครงการ Quick Big Win วงเงิน 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดค้ำประกันแล้ว 44,800 ล้านบาท จากกรอบวงเงินทั้งหมด
"ปัจจุบันโครงการ Quick Big Win มียอดค้ำประกันสินเชื่อแล้วประมาณ 44,800 ล้านบาท จากกรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท ทำให้เหลือวงเงินสำหรับการค้ำประกันอีกประมาณ 6,000 ล้านบาท สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นอย่างดี" นายสิทธิกร กล่าว







