
วงในกสทช.กังขา “ประกาศทดลองโครงสร้างใหม่” โดยไม่ผ่านบอร์ด ได้หรือไม่
วงในกสทช.ตั้งคำถาม เลขาธิการกสทช.ประกาศทดลองโครงสร้างกสทช.ใหม่ ทั้งที่วาระยังค้างอยู่ในบอร์ด 3 ปี ไม่เคยลงมติมาก่อน ลุ้นคำตอบประธานกสทช.ในการประชุม 15 ก.ค.นี้ หวั่นโอละพ่อ ลุแก่อำนาจ ตัดสินใจแทนบอร์ด หรือไม่
ย้อนไปเมื่อปี 2566 ร่างโครงสร้างและการแบ่งส่วนงานของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รูปแบบใหม่ ที่ประธานกสทช. นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้มอบหมายให้ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ เป็นประธาน ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 17/2565 เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2565 ที่เห็นชอบให้มีการปรับโครงสร้างสำนักงานฯ
รวมทั้งการประชุม กสทช.นัดพิเศษ ครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2566 ก็ได้เห็นชอบและให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างฯ ตามที่ประธานคณะทำงานฯ นำเสนอ ตลอดจนได้จัดประชุมรับฟังความเห็น โดยบอร์ดกสทช. ทุกคน และผู้บริหารสำนักงานฯ ได้เข้าร่วมเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 ก่อนที่จะถูกเสนอเข้าที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 26 มิ.ย.2566 นั้น
ปัจจุบันในการประชุมบอร์ดกสทช.วันที่ 15 และ 16 ก.ค. 2569 ก็ยังพบวาระดังกล่าวบรรจุอยู่ในวาระการประชุมกสทช.ที่ 4.1 และอยู่ในสถานะ “วาระค้างพิจารณา” มานานกว่า 3 ปี
แต่ล่าสุด กลับพบว่า นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการและรักษาการแทนเลขาธิการกสทช.ได้ออกประกาศเริ่มทดลองโครงสร้างกสทช.ใหม่ ระหว่าง วันที่ 1 ส.ค.- 31 ธ.ค. 2569
กังขาประกาศโครงสร้างใหม่โดยไม่ผ่านบอร์ด
แหล่งข่าวจากกสทช.ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศทดลองโครงสร้างสำนักงานกสทช.ใหม่ ทั้งที่ไม่เคยหยิบวาระการปรับโครงสร้างสำนักงานกสทช.ที่ค้างอยู่ในวาระการประชุมกว่า 3 ปี นั้น อาจกลายเป็นการใช้อำนาจแบบเลี่ยงบาลี เพื่อไม่ให้ผิด เพราะเป็นเพียงการทดลองในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็สร้างความสงสัยกับบอร์ดกสทช.ไม่น้อย ว่าเหตุใดจึงตัดสินใจเช่นนี้ หรือ จะเป็นการลุแก่อำนาจหรือไม่ เพราะควรเป็นเรื่องที่บอร์ดกสทช.ต้องพิจารณาก่อน
ดังนั้น ต้องจับตาดูว่า ในการประชุมบอร์ดกสทช.วันที่ 15 ก.ค. ถึงท่าทีของบอร์ดกสทช.ในเรื่องดังกล่าว รวมถึงประธานกสทช.จะรับฟังหรือชี้แจงอย่างไร เพราะแว่วมาว่า จะมีกสทช.นำเรื่องนี้ถามในที่ประชุมแน่นอน
แหล่งข่าวจากกสทช.ยังระบุอีกว่า รักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้ออกประกาศสำนักงาน กสทช. ในวันที่ 9 ก.ค. 2569 จึงเป็นการนำร่างโครงสร้างของสำนักงาน กสทช. มาดำเนินการในทางที่ไม่ผ่านกระบวนการตามกฎหมายโดยกระทำในรูปของประกาศสำนักงาน กสทช. เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตามกฎหมายตามปกติที่ต้องกระทำโดยมติของ กสทช. หรือไม่
มีการสร้างตำแหน่งใหม่และโยกย้ายสายบังคับบัญชา ตลอดจนมีการกำหนดตำแหน่งผู้รับผิดชอบแต่ละภารกิจ มีการโยกย้ายผู้บริหารจากสายงานเดิมไปยังสายงานใหม่ และมีการปรับค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์ตามตำแหน่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องบริหารงานบุคคลที่ต้องผ่านคณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลและที่ประชุม กสทช. ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล การออกเป็นเพียง ประกาศสำนักงาน กสทช.โดยรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. โดยไม่ผ่านกระบวนการบริหารงานบุคคลตามปกติ
แม้ว่าจะระบุว่าเป็นการ ทดลอง แต่ก็เป็นการออกประกาศและคำสั่งทั้งที่ไม่มีอำนาจ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในสายการบังคับบัญชา เกิดสภาวะสองโครงสร้างซ้อนกัน กล่าวคือโครงสร้างปัจจุบันที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่และโครงสร้างใหม่ที่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย จะทำให้พนักงานไม่รู้ว่าต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาคนใด และอำนาจการตัดสินใจในแต่ละเรื่องอยู่ที่ภารกิจใด ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้งบประมาณ หรือแม้แต่งานออกใบอนุญาต ด้วยหรือไม่
เปิดโครงสร้างทดลองฉบับไม่ผ่านบอร์ดกสทช.
สำหรับโครงสร้างกสทช.ฉบับทดลอง ที่นายไตรรัตน์ ประกาศ ได้แบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น1 ภารกิจขึ้นตรงต่อเลขาธิการ กสทช. และอีก 8 ภารกิจเฉพาะด้าน รวมเป็น 9 สายงานหลัก ประกอบด้วย
ภารกิจขึ้นตรงต่อเลขาธิการ กสทช. (มี 10 กอง)
ภารกิจทรัพยากรการสื่อสาร (มี 3 กอง)
ภารกิจโครงข่าย (มี 5 กอง)
ภารกิจการประกอบกิจการและการให้บริการ (มี 4 กอง)
ภารกิจส่งเสริมและคุ้มครอง (มี 4 กอง)
ภารกิจกิจการองค์กร (มี 8 กอง)
ภารกิจนโยบายและแผน (มี 4 กอง)
ภารกิจกฎหมายและกำกับดูแล (มี 4 กอง)
ภารกิจกิจการภูมิภาค (มี 5 กอง)
นอกจากนี้ นายไตรรัตน์ ยังได้ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงาน กสทช. ที่ 1111/2569 เรื่อง "มอบหมายให้พนักงานปฏิบัติหน้าที่ อีกหน้าที่หนึ่ง" ในการทดลองโครงสร้างใหม่นี้ด้วย
สำหรับใจความสำคัญของคำสั่งดังกล่าว เป็นการอาศัยอำนาจตามระเบียบคณะกรรมการ กสทช. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2565 มอบหมายให้พนักงานระดับบิ๊กและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าปฏิบัติหน้าที่ควบซ้อน "อีกหน้าที่หนึ่ง" ครอบคลุม 3 บัญชีแนบท้ายหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1 หัวหน้าภารกิจและผู้ช่วยหัวหน้าภารกิจ มีการดึงตัวระดับ รองเลขาธิการ กสทช. และผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เข้ามานั่งควบตำแหน่งสำคัญ เช่น นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล นั่งควบหัวหน้าภารกิจกิจการองค์กร, นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน ควบหัวหน้าภารกิจทรัพยากรสื่อสาร และนายสมบัติ ลีลาพตะ ควบหัวหน้าภารกิจโครงข่าย เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 ผู้กำกับดูแลและผู้ติดตามดูแล มอบหมายให้กลุ่มนักวิชาการนโยบายและแผนเชี่ยวชาญพิเศษ และผู้อำนวยการสำนักประจำสำนักงาน เข้ามารับหน้าที่ติดตามดูแลงานอย่างใกล้ชิด
กลุ่มที่ 3 ผู้อำนวยการกอง มีการกระจายกำลังและมอบหมายให้ ผู้อำนวยการสำนัก (ผอ.สำนัก) เดิม เข้าไปรักษาการและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง "ผู้อำนวยการกอง" อีกหนึ่งตำแหน่ง รวมจำนวนกว่า 47 ลำดับ เพื่อปรับรูปแบบการทำงานให้กระชับและคล่องตัวยิ่งขึ้น
สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญและสะท้อนความต้องการก้าวให้ทันโลกดิจิทัลของ กสทช. คือการจัดตั้งกองงานเฉพาะทางเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคและภัยคุกคามที่เปลี่ยนไป เช่น
กองการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีบทบาทโดยตรงในการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันมิให้มีการนำบริการโทรคมนาคมและคลื่นความถี่ไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด
กองนวัตกรรมวิทยุคมนาคม มุ่งเน้นการจัดสรรคลื่นความถี่และการอนุญาตที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และเทคโนโลยีใหม่ ๆ
กองนวัตกรรม (ภายใต้สายงานนโยบายและแผน) ทำหน้าที่วิเคราะห์นโยบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีอวกาศ
กองธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริต เน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส การคุ้มครองจริยธรรม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กร
ด้านนายไตรรัตน์ ระบุว่า โครงสร้างหลักยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่เพิ่มบทบาทและภาระหน้าที่ให้ฝ่ายบริหารรับผิดชอบงานมากขึ้น การลงนามแต่งตั้งคณะทำงานครั้งนี้เป็นการทดลองและทดสอบการปฏิบัติหน้าที่ภายในของฝ่ายบริหาร จึงไม่จำเป็นต้องผ่านบอร์ด กสทช. เพื่อขออนุมัติ ซึ่งจะต่างจากการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ที่ต้องรอความเห็นชอบจากบอร์ด
ในยุคที่ กสทช. ถูกตั้งคำถามว่า มีไว้ทำไม แต่การประกาศโครงสร้างใหม่ แม้จะเป็นการทดลอง ก็ดูแปลก และยิ่งทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยถึงการมีอยู่ของ กสทช.เข้าไปอีก รวมถึงความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น หรือไม่
เพราะไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ทำไมจึงมีการประกาศโครงสร้างกสทช.ฉบับทดลอง ออกมา และปล่อยให้วาระปรับโครงสร้าง https://www.posttoday.com/business/698253 ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการหมดแล้ว ถูกทิ้งร้างอยู่ในวาระการประชุมถึง 3 ปี







