posttoday
ย้อนรอยการลงทุน "เนสท์เล่" ก่อนทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงงานกาแฟแห่งใหม่ในไทย

ย้อนรอยการลงทุน "เนสท์เล่" ก่อนทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงงานกาแฟแห่งใหม่ในไทย

10 กรกฎาคม 2569

ย้อนรอยการลงทุน "เนสท์เล่" การผลิตเนสกาแฟในไทย ปิดฉากร่วมทุน “มหากิจศิริ” 30 ปี เดินหน้าลุยเดี่ยว ทุ่ม 2.3 หมื่นล้านสร้างโรงงานผลิตกาแฟเอง เริ่มเดินสายผลิตปี 2571

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวใหญ่ของวงการธุรกิจไทย หลัง เนสท์เล่ ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ประกาศลงทุนกว่า 23,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ในประเทศไทย ซึ่งมีแบรนด์หลักคือ เนสกาแฟ (NESCAFÉ)

 

https://www.posttoday.com/business/745204

 

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงการขยายการลงทุนตามแผนธุรกิจซึ่งไม่ผิด แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์ จะพบว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีที่มาที่ยาวนานกว่านั้น

 

เพราะตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา เนสท์เล่ ไม่ได้ผลิต เนสกาแฟ ในไทยด้วยโรงงานของตัวเอง แต่ใช้โมเดลร่วมทุนกับฝั่งตระกูล “มหากิจศิริ” ผ่าน บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเนสกาแฟให้กับเนสท์เล่มาโดยตลอด

 

เนสกาแฟ ขายในไทยมา 50 ปี ก่อนร่วมทุน “มหากิจศิริ” 

 

แม้ว่าเนสท์เล่ จะดำเนินธุรกิจในไทยมากกว่า 130 ปี แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เนสท์เล่นำผลิตภัณฑ์เนสกาแฟเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2516 ขณะที่อุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูปของไทยตอนนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

 

ด้าน ประยุทธ์ มหากิจศิริ มองเห็นโอกาสในตลาด เขาและกลุ่มเพื่อน ๆ ได้เริ่มลงทุนในธุรกิจกาแฟ แม้ในเวลานั้นประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการผลิตกาแฟสำเร็จรูปมากนัก

 

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพการผลิต ประยุทธ์ ตั้ง บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ขึ้นในปี 2532 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่ขยายตัว และยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

 

และชักชวนให้ เนสท์เล่ เข้ามาร่วมถือหุ้นในบริษัท เพื่อผลิตเนสกาแฟในไทยเอง  ซึ่งตอนนั้นเนสท์เล่ เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยแล้ว โดยถือหุ้นคนละ 50%

 

ตอนนั้นประยุทธ์ถือเองทั้งหมด ไม่มีเพื่อนร่วมด้วย โดยเงื่อนไขในการร่วมมือกันคือต้องผลิต และขายภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ และแบรนด์ของเนสท์เล่ที่ผลิตได้ทั้งหมดให้บริษัทเนสท์เล่ไทยเท่านั้นเพื่อนำไปขายในท้องตลาด

 

แม้ชื่อของประยุทธ์ มหากิจศิริ จะถูกเรียกว่า "เจ้าพ่อเนสกาแฟ" มายาวนาน แต่ในทางธุรกิจ เขาไม่เคยเป็นเจ้าของแบรนด์เนสกาแฟ และไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทแม่ของเนสท์เล่

 

บทบาทของ QCP คือ ผู้ผลิต เนสกาแฟให้กับเนสท์เล่ ขณะที่แบรนด์ เครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต เทคโนโลยี เครื่องจักร และองค์ความรู้ต่าง ๆ เป็นของเนสท์เล่ รวมถึงโครงการพัฒนาเกษตรกรไทย การยกระดับเมล็ดกาแฟโรบัสต้า และมาตรฐานการผลิตต่าง ๆ ก็เป็นองค์ความรู้ที่เนสท์เล่นำเข้ามาพัฒนาร่วมกับเกษตรกรไทย

 

กล่าวง่าย ๆ คือ QCP ทำหน้าที่ผลิตสินค้า ส่วนเนสท์เล่เป็นเจ้าของแบรนด์ และเป็นผู้ทำตลาด โดยโรงงานจะผลิตสินค้าให้เนสท์เล่เพียงรายเดียวตามเงื่อนไขของสัญญา

ย้อนรอยการลงทุน "เนสท์เล่" ก่อนทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงงานกาแฟแห่งใหม่ในไทย

 

จุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์

 

แต่ความร่วมมือที่ดำเนินมายาวนานเริ่มเปลี่ยนไปในปี 2564 เมื่อเนสท์เล่แจ้งยุติสัญญาร่วมทุน พร้อมนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ 

 

จากนั้นในปี 2566 ฝั่งมหากิจศิริได้ยื่นฟ้องต่อศาล โดยกล่าวหาเนสท์เล่ว่าเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินจริงกว่า 3,000 ล้านบาท  

 

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันจุดยืนของตนเอง และข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ต่อมา 31 ธันวาคม 2567 ถือเป็นวันสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

 

อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทยังไม่สิ้นสุด มหากาพย์ ยืดยื้อ ตอบโต้ไปมา ตามที่ปรากฏข่าวในหน้าสื่อ 

 

จนกระทั่งล่าสุด เมื่อ 21 พ.ค.2569 ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาเป็นที่สุด ยืนตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

 

ถึงตรงนี้เป็นการปิดฉากฝั่งมหากิจศิริ อย่างเป็นทางการ ศาลยืนยันว่าการที่เนสท์เล่ประกาศยุติสัญญาณการร่วมทุนใน QCP เป็นโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ คำร้องของฝั่ง มหากิจศิริ ก็ถูกยกคำร้องทั้งหมด ทำให้ต้องชำระค่าทำเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้แก่เนสท์เล่ทั้งหมด 

 

ข้อพิพาทระหว่างทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างต้องติดตามผลในกระบวนการยุติธรรมต่อไป

 

ประกาศสร้างโรงงานผลิตกาแฟเอง เริ่มเดินสายผลิตปี’71 

 

ทั้งนี้ การประกาศลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่จึงถูกมองว่าเป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญของเนสท์เล่ในประเทศไทย หากโรงงานแห่งใหม่แล้วเสร็จ เนสท์เล่จะสามารถบริหารการผลิตด้วยตัวเอง ตั้งแต่กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการวางแผนกำลังการผลิต โดยไม่ต้องพึ่งโรงงานร่วมทุนแบบเดิม

 

อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน รองรับความต้องการของตลาดในระยะยาว และสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค

 

ย้อนรอยการลงทุน "เนสท์เล่" ก่อนทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงงานกาแฟแห่งใหม่ในไทย

การลงทุนครั้งนี้ยังสะท้อนว่า เนสท์เล่มองประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพ หลังลงทุนสะสมในไทยแล้วกว่า 22,800 ล้านบาท ในช่วงปี 2561-2567 และยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงการส่งออกไปสู่ตลาดโลก

 

โดยโรงงานผลิตครีมเทียมของเนสท์เล่ ในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ถือเป็นแหล่งผลิตครีมเทียมอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยการส่งออกไปราว 50 ประเทศทั่วโลก ส่วนโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 2 แห่งของเนสท์เล่ใน จ.ระยอง ก็มีการส่งออกไปมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก 

 

ซึ่งเนสท์เล่ระบุว่า การลงทุนในไทยได้เกิดการจ้างงาน และพัฒนาอาชีพของแรงงานไทย ปัจจุบันเนสท์เล่มีจำนวนพนักงานชาวไทยกว่า 3,000 คน ที่เป็นพนักงานประจำ 

 

ส่วนโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ของเนสท์เล่ จะตั้งอยู่ใน นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ ใช้งบลงทุนรวม 23,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโรงงานผลิตและศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ โดยมีกำหนดเริ่มเดินสายการผลิตในช่วงปลายปี 2571

 

กำลังผลิต 1.7 แสนตันต่อปี 

 

โรงงานดังกล่าวจะผลิตสินค้าหลักภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ ครอบคลุมทั้งกาแฟสำเร็จรูป กาแฟปรุงสำเร็จชนิด 3 อิน 1 และกาแฟพร้อมดื่ม มีกำลังการผลิตรวม 170,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค ด้านเทคโนโลยีการผลิต 

 

เนสท์เล่ เตรียมนำระบบการสกัดกาแฟและเทคโนโลยีการเก็บรักษากลิ่นกาแฟที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ ควบคู่กับระบบอัตโนมัติขั้นสูง ทั้งหุ่นยนต์ คลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบควบคุมกระบวนการผลิตอัจฉริยะ เพื่อยกระดับคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความเสถียรในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน พร้อมสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีศูนย์กระจายสินค้าทันสมัย รองรับการจัดเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์ของเนสท์เล่หลากหลายประเภท โดยคาดว่าจะสร้างการจ้างงานในประเทศไทยมากกว่า 520 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งบุคลากรด้านเทคโนโลยีและแรงงานทักษะระดับกลางถึงระดับสูง

 

และระบุว่า เนสท์เล่ได้เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณภาพและส่งเสริมเกษตรกรไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี ภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ สำหรับวัตถุดิบและวัสดุที่จัดซื้อจากผู้ประกอบการภายในประเทศเพื่อใช้ในการผลิตโรงงานใหม่ คาดว่าจะมีมูลค่าราว 4,300 ล้านบาทต่อปี 

 

ตลาดกาแฟไทยยังเป็น "เค้กก้อนใหญ่"

 

อีกเหตุผลสำคัญคือศักยภาพของตลาดกาแฟไทย ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 65,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งตลาดกาแฟในบ้าน (In-home) และนอกบ้าน (Out-of-home)

 

โดย "เนสกาแฟ" ยังคงเป็นผู้นำในตลาดกาแฟที่ชงดื่มในบ้าน ทั้งกาแฟสำเร็จรูปและกาแฟปรุงสำเร็จ ขณะเดียวกันยังรับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าจากเกษตรกรไทยในสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งประเทศในแต่ละปี

 

ด้วยเหตุนี้ การมีโรงงานของตัวเองจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว และลดการพึ่งพารูปแบบการร่วมทุนที่สิ้นสุดลงแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก ททท. เชื่อมต่อ “สัญญาณแรง 5G” สู่มิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย

ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก ททท. เชื่อมต่อ “สัญญาณแรง 5G” สู่มิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอาหารไทย