posttoday
ทางรอด อสมท.? ชงคลังลดถือหุ้น พ้นรัฐวิสาหกิจ ปลดล็อกธุรกิจ ฝ่าวิกฤตสื่อถดถอย

ทางรอด อสมท.? ชงคลังลดถือหุ้น พ้นรัฐวิสาหกิจ ปลดล็อกธุรกิจ ฝ่าวิกฤตสื่อถดถอย

10 กรกฎาคม 2569

กูรูชี้ถึงเวลาคลังลดหุ้น อสมท เหลือ 40% ปลดล็อกสถานะรัฐวิสาหกิจเพื่อบริหารที่ดินรัชดา 50 ไร่ มูลค่า 9 พันล้าน พลิกวิกฤตสื่อถดถอยที่ขาดทุนกว่า 300 ล้าน สู่รายได้ยั่งยืน ขณะสหภาพฯ จี้สางปัญหาสรรหาผู้นำก่อน

KEY

POINTS

  • คณะกรรมาธิการงบประมาณฯ เสนอให้กระทรวงการคลังลดสัดส่วนการถือหุ้นใน บมจ.อสมท เพื่อให้องค์กรพ้นจากสถานะรัฐวิสาหกิจ
  • เป้าหมายหลักคือเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร และปลดล็อกข้อจำกัดในการนำที่ดินทำเลทองย่านรัชดา-พระราม 9 มาพัฒนาสร้างรายได้ใหม่
  • ข้อเสนอดังกล่าวมีเสียงคัดค้านจากสหภาพแรงงานฯ ที่ต้องการให้แก้ปัญหาภายในองค์กรก่อน และมองว่าสถานะรัฐวิสาหกิจยังจำเป็นต่อภารกิจเพื่อสังคม

ข้อเสนอให้กระทรวงการคลังลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอีกครั้ง หลังกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เสนอให้ปรับโครงสร้างการถือหุ้นของรัฐ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการบริหารองค์กร และเปิดทางใช้ประโยชน์จากที่ดินทำเลศักยภาพซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านบาท

ข้อเสนอดังกล่าวถูกมองว่า อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ อสมท ในวันที่ธุรกิจสื่อดั้งเดิมเผชิญการแข่งขันรุนแรงและรายได้ลดลงต่อเนื่อง โดยฝ่ายที่สนับสนุนเชื่อว่าการลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ดึงการลงทุน และสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่อีกด้านยังมีเสียงคัดค้านจากสหภาพแรงงาน ซึ่งเห็นว่ารัฐควรเร่งแก้ปัญหาภายในองค์กรที่ค้างคามานาน ก่อนตัดสินใจปรับโครงสร้างการถือหุ้นหรือพัฒนาทรัพย์สินขนาดใหญ่


จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นในบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (MCOT) ร้อยละ 65.80 และเมื่อรวมกับการถือหุ้นของธนาคารออมสินอีกร้อยละ 11.48 ทำให้ภาครัฐถือหุ้นรวมร้อยละ 77.28 หรือเกือบร้อยละ 80 ส่งผลให้ อสมท ยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น การดำเนินงานของบริษัทจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของภาครัฐ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงและความโปร่งใสในการบริหารงาน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้การตัดสินใจและการดำเนินธุรกิจบางด้านมีความคล่องตัวน้อยกว่าบริษัทเอกชนทั่วไป

ทางรอด อสมท.? ชงคลังลดถือหุ้น พ้นรัฐวิสาหกิจ ปลดล็อกธุรกิจ ฝ่าวิกฤตสื่อถดถอย

เหตุผลที่มีข้อเสนอให้ลดสัดส่วนการถือหุ้น

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ สื่อมวลชนอาวุโส ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มองว่า ปัจจุบันงบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นรายจ่ายประจำ ขณะที่งบลงทุนมีสัดส่วนเพียง 20% ดังนั้น รัฐควรเร่งบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ

โดยเสนอแนวทาง Asset Financing ด้วยการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่หมดความจำเป็น อาจพิจารณายุบเลิก หรือเปิดทางให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ผ่านการลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารและแข่งขันทางธุรกิจ

สำหรับ อสมท หากกระทรวงการคลังลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือประมาณ 40% จนพ้นสถานะรัฐวิสาหกิจ จะช่วยให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้คล่องตัวขึ้น เพราะปัจจุบัน อสมท มีที่ดินและทรัพย์สินมูลค่าสูง แต่ติดข้อจำกัดจากกฎระเบียบของรัฐ ทำให้การนำทรัพย์สินเหล่านั้นมาสร้างรายได้ยังทำได้ไม่เต็มศักยภาพ

ความหวังสร้างรายได้ใหม่ทดแทนธุรกิจสื่อ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ สถานการณ์ของธุรกิจสื่อดั้งเดิม ทั้งโทรทัศน์และวิทยุ ที่เผชิญการแข่งขันจากสื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลประกอบการของหลายองค์กรลดลง

ผลประกอบการปี 2568 ระบุว่า อสมท มีผลขาดทุนสุทธิ 308 ล้านบาท จากรายได้ธุรกิจหลักที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความท้าทายของธุรกิจสื่อดั้งเดิมที่เผชิญการแข่งขันจากสื่อดิจิทัล ทำให้บริษัทต้องเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจและหาแหล่งรายได้ใหม่ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจสื่อเพียงด้านเดียว

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การบริหารสินทรัพย์ของ อสมท ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะที่ดินย่านรัชดา-พระราม 9 กว่า 50 ไร่ มูลค่าประเมินราว 9,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสร่วมกับภาคเอกชน โดยฝ่ายสนับสนุนมองว่า การพ้นสถานะรัฐวิสาหกิจอาจช่วยให้การลงทุน การร่วมทุน และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้กับองค์กรในระยะยาว

สำหรับ ความคืบหน้าโครงการ อสมท ระบุว่า หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 40 ราย โดยเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่กว่า 10 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกผู้ชนะประมูล และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งประเมินกันว่า อสมท จะสามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่สื่อ (Non-Broadcast Business) เป็นประมาณร้อยละ 25-30 ของรายได้รวม ซึ่งอาจช่วยให้องค์กรกลับมามีกำไรได้ในช่วงปี 2571

มุมมองอีกด้าน "แก้ปัญหาภายในก่อน"

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

ล่าสุด สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อสมท เห็นว่าการลดสัดส่วนการถือหุ้นหรือการนำทรัพย์สินออกพัฒนาไม่ใช่คำตอบแรก โดยเสนอว่ารัฐควรเร่งแก้ปัญหาภายในองค์กรที่ค้างคามาเป็นเวลานานก่อน โดยเฉพาะ เร่งสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (CEO) เพื่อให้การบริหารองค์กรมีความต่อเนื่อง และการติดตามความคืบหน้าเรื่องเงินชดเชยจากการคืนคลื่นความถี่ 2600 MHz ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

สหภาพฯ เชื่อว่าหากสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม อสมท ก็มีโอกาสฟื้นตัวโดยไม่จำเป็นต้องเร่งใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน พร้อมทั้งเห็นว่าการรักษาสถานะรัฐวิสาหกิจยังมีความสำคัญต่อการปฏิบัติภารกิจด้านสื่อสาธารณะและพันธกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศ

ประเด็นที่ประชาชนควรติดตาม

สาระสำคัญของข้อเสนอครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการ "ขายหุ้น" หรือ "พัฒนาที่ดิน" แต่เป็นคำถามสำคัญว่า รัฐควรบริหารทรัพย์สินสาธารณะอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ฝ่ายหนึ่งมองว่า การลดการถือหุ้นจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร และสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าควรแก้ปัญหาการบริหารและเสริมความเข้มแข็งขององค์กรก่อน เพื่อไม่ให้การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินกลายเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น

ท้ายที่สุด การตัดสินใจของภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ อสมท จะต้องพิจารณาให้รอบด้านว่า แนวทางใดจะช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อได้อย่างแข็งแรง ทั้งการเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจ การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่า ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ความโปร่งใส และบทบาทของ อสมท ในฐานะสื่อที่ยังมีภารกิจต่อสังคม เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน