
เอกนิติ ลุย Thailand FastPass ปั๊มลงทุน 8 แสนล้าน ดัน GDP โตเกิน 3%
เอกนิติ เดินหน้า Thailand FastPass ลดขั้นตอนอนุมัติลงทุน 25-50% คาดดึงเม็ดเงินใหม่ 7-8 แสนล้านบาท หนุนจีดีพีเพิ่ม 0.3-0.4% พร้อมยกระดับขีดแข่งขันไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดโครงการ Thailand FastPass ว่า โดยวันนี้นำ 8 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติการลงทุนมาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อลดขั้นตอน และระยะเวลาการอนุมัติโคฟรงการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
โดย หน่วยงานที่เข้าร่วม ประกอบด้วยหน่วยงาน ด้านสาธารณูปโภค น้ำปะปา และไฟฟ้า การนิคมอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตด้านต่าง ๆ โดยเป้าหมายคือการลดกระบวนการอนุมัติลง 25-50% เพื่อให้นักลงทุนสามารถเริ่มโครงการได้เร็วขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า ปีนี้การลงทุนจะเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรก ของปีนี้ ที่ขยายตัว 2.8% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 10.1% นับเป็นการเติบโตระดับสองหลักครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมกว่า 200,000 ล้านบาท โตเกือบ 20% ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเยอะอย่างมีนัยสำคัญ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการลงทุน หรือ Investment-led Growth โดยรัฐบาลจะใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากมีนักลงทุนรายใหญ่ 25 รายเข้าร่วมโครงการ Thailand FastPass ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีมูลค่าลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะมีเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 700,000-800,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
“ จากแบบจำลองเศรษฐกิจพบว่า เม็ดเงินลงทุนใหม่ทุก 100,000 ล้านบาท จะช่วยเพิ่ม GDP ได้ประมาณ 0.3-0.4% หากปีนี้สามารถดึงการลงทุนได้ตามเป้าหมาย 700,000-800,000 ล้านบาท และจะพยามทำให้ได้ถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเกินกว่า 3% และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มองการดึงดูดการลงทุนเพียงแค่เม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องการให้การลงทุนสร้างประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน โดยได้มอบนโยบายให้ BOI คัดเลือกและส่งเสริมโครงการที่สามารถตอบโจทย์ประเทศได้อย่างน้อย 5 มิติ
ประกอบด้วย 1. กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านเม็ดเงินลงทุนใหม่ 2. เพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว 3. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะใหม่ให้แรงงานไทย 4. เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยและ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของนักลงทุนรายใหญ่ รวมถึงกระจายการลงทุนสู่ภูมิภาค และ 5. สร้างอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะสร้างผลดีต่อเศรษฐกิจพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น และการเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
" เม็ดเงินลงทุนก้อนนี้ไม่ได้มุ่งเพียงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเป็นการ ยิงนก 5 ตัว ในคราวเดียว ทั้งเพิ่ม GDP ยกระดับศักยภาพการผลิต พัฒนาทักษะแรงงานไทย เชื่อม SME เข้าห่วงโซ่อุปทาน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศในอนาคต ซึ่งตรงกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ท่านนายกฯ และกรอ.ต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้ติด 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี รวมผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวจากระดับศักยภาพให้ขยายตัวได้มากกว่า 3% จากปัจจุบัน 2.7% " นายเอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ BOI ใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะสมัยใหม่ให้แรงงานไทย การเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การกระจายการลงทุนสู่ภูมิภาค และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจในอนาคต







