posttoday
ถอดเงื่อนไขขอใบอนุญาต ขายยาสูบ 3 ประเภท เสียค่าธรรมเนียมเท่าไร

ถอดเงื่อนไขขอใบอนุญาต ขายยาสูบ 3 ประเภท เสียค่าธรรมเนียมเท่าไร

17 มิถุนายน 2569

เปิดเงื่อนไขการขอใบอนุญาตขายยาสูบให้เข้าใจง่าย ทั้ง 3 ประเภท ใครเข้าข่ายต้องขอแบบไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไร พร้อมข้อควรรู้ก่อนเปิดร้านจำหน่ายยาสูบอย่างถูกกฎหมาย

KEY

POINTS

  • ใบอนุญาตขายยาสูบตามกฎหมายสรรพสามิตแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ใบอนุญาตขายส่ง, ใบอนุญาตขายปลีก และใบอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นในอนาคต
  • การจำแนกใบอนุญาตขายส่งและขายปลีกใช้เกณฑ์ปริมาณการขายต่อครั้งเป็นหลัก เช่น การขายบุหรี่ซิกาแรตตั้งแต่ 1,000 มวนขึ้นไปถือเป็นการขายส่ง
  • ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตมีอัตราแตกต่างกันตามประเภท (100-1,200 บาทต่อปี) โดยสามารถยื่นขอหรือต่ออายุได้ทั้งที่สำนักงานสรรพสามิตและผ่านช่องทางออนไลน์

การขายบุหรี่ หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบอาจดูเป็นธุรกิจที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังสับสน คือ การขอ "ใบอนุญาตขายยาสูบ" ว่าต้องใช้ประเภทใด ต้องเสียค่าธรรมเนียมเท่าไร และหากปล่อยให้ใบอนุญาตหมดอายุจะต้องดำเนินการอย่างไร

ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 167 กำหนดให้ผู้ประกอบการที่จำหน่ายยาสูบต้องมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะและปริมาณการจำหน่าย

ถอดเงื่อนไขขอใบอนุญาต ขายยาสูบ 3 ประเภท เสียค่าธรรมเนียมเท่าไร

1. ใบอนุญาตขายส่งยาสูบ
ใช้สำหรับผู้ประกอบการที่จำหน่ายยาสูบในปริมาณมาก ได้แก่ 

  • ขายบุหรี่ซิกาแรตหรือซิการ์ตั้งแต่ 1,000 มวนขึ้นไปต่อครั้ง 
  • ขายยาเส้นตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไปต่อครั้ง 
  • ขายยาเส้นปรุงและยาเคี้ยวตั้งแต่ 200 กรัมขึ้นไปต่อครั้ง

สำหรับค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ขายส่งบุหรี่ซิกาแรตหรือซิการ์อยู่ที่ปีละ 1,200 บาท

ส่วนผู้ขายยาเคี้ยว ยาเส้นปรุง ยาเส้น และบุหรี่อื่น หากเป็นผู้เพาะปลูกต้นยาสูบและผลิตยาเส้นเอง จะเสียค่าธรรมเนียมปีละ 100 บาท ขณะที่ผู้ขายรายอื่นเสียปีละ 500 บาท

2. ใบอนุญาตขายปลีกยาสูบ
เหมาะสำหรับร้านค้าทั่วไปที่จำหน่ายในปริมาณไม่ถึงเกณฑ์ขายส่ง ได้แก่ 

  • ขายบุหรี่ซิกาแรตหรือซิการ์ต่ำกว่า 1,000 มวนต่อครั้ง 
  • ขายยาเส้นต่ำกว่า 2 กิโลกรัมต่อครั้ง 
  • ขายยาเส้นปรุงหรือยาเคี้ยวต่ำกว่า 200 กรัมต่อครั้ง

ค่าธรรมเนียมกรณีจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรตและซิการ์ในร้านค้าปลอดอากร หรือสถานประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อยู่ที่ปีละ 500 บาท แต่หากเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเสียค่าธรรมเนียมเพียงปีละ 100 บาท

สำหรับการจำหน่ายยาเคี้ยว ยาเส้นปรุง ยาเส้น และบุหรี่อื่น ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ปีละ 100 บาท

3. ใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น
กฎหมายยังเปิดช่องรองรับผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดผลิตภัณฑ์อื่นที่บริโภคได้เช่นเดียวกับยาสูบ แต่หากมีการประกาศเพิ่มเติม ผู้ประกอบการจะต้องขอใบอนุญาตประเภทนี้ โดยเสียค่าธรรมเนียมปีละ 1,200 บาท

สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ สามารถยื่นขอใบอนุญาตได้ผ่านระบบ D-License บนเว็บไซต์กรมสรรพสามิต หรือเดินทางไปยื่นคำขอที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่และสาขาทั่วประเทศ

ส่วนผู้ที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว สามารถต่ออายุได้ล่วงหน้าก่อนหมดอายุ 90 วัน ผ่านระบบออนไลน์ โดยสแกน QR Code บนใบอนุญาตเดิมและชำระค่าธรรมเนียมผ่านแอปพลิเคชันธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ยังสามารถดำเนินการได้ที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ ธนาคารกรุงไทย และเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven

ในยุคที่ภาครัฐเร่งผลักดันบริการดิจิทัล การขอและต่ออายุใบอนุญาตขายยาสูบจึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป แต่สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบประเภทใบอนุญาตให้ตรงกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้การค้าขายเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากบทลงโทษที่อาจตามมาในภายหลัง

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า