
ไทยช่วยไทยพลัสพุ่ง 26 ล้านคน คลัง เปิด 3 สาเหตหลักทำลงทะเบียนไม่ผ่าน
คลังเผยยอดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย” พุ่งเกิน 26 ล้านคน สำเร็จแล้ว 25.4 ล้านราย ชี้ปัญหาหลักลืม PIN เปลี่ยนมือถือ และเปลี่ยนเบอร์โทร ทำบางรายระบบล็อกต้องยืนยันตัวตนใหม่
KEY
POINTS
- โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 26 ล้านคน แต่ยังพบผู้ลงทะเบียนไม่สำเร็จกว่า 4.6 แสนคน
- สาเหตุหลักที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จคือเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ของโครงการ
- กระทรวงการคลังชี้ 3 ปัญหาที่ทำให้ประชาชนเข้าใช้งานแอปไม่ได้ คือ ลืมรหัสผ่าน, ลบแอปแล้วติดตั้งใหม่ และการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ว่า ล่าสุด ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. มีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 26,026,190 คน และลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 25,444,929 คน ยังมีเหลือคงเลือกสำหรับประชาชนอีก 4,442,431 สิทธิ
ขณะเดียวกัน ยังมีผู้รอตรวจสอบคุณสมบัติอีก 112,640 คน ส่วนผู้ลงทะเบียนไม่สำเร็จมี 468,621 คน โดยในจำนวนนี้กว่า 466,114 คน เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขโครงการ ส่วนที่เหลือเป็นกรณีอื่น เช่น ผู้เสียชีวิต ย้ายไปต่างประเทศ หรือเคยทำผิดเงื่อนไขโครงการรัฐในอดีต
สำหรับ ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ ล่าสุดมีร้านค้าเดิมผ่านเกณฑ์ 977,296 ราย โดยอยู่ระหว่างกดยอมรับเงื่อนไข (T&C) 379,133 ราย และลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้ว 598,163 ราย
ส่วนร้านค้าใหม่สมัครเข้าร่วมอีก 43,940 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบ 3,745 ราย ผ่านการตรวจสอบแล้ว 39,845 ราย แบ่งเป็นอยู่ระหว่างกดยอมรับเงื่อนไข 6,152 ราย และลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งาน 33,693 ราย ขณะที่ถูกปฏิเสธการสมัคร 350 ราย ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 631,856 ราย
เจาะ 3 ปัญหาหลัก คนลงทะเบียนไม่ผ่าน-เข้าแอปไม่ได้
โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า จากข้อมูลของธนาคาร พบว่าปัญหาหลักที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าใช้งานระบบหรือยืนยันตัวตนได้ มี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1. ลืมรหัสผ่านหรือ PIN ซึ่งพบมากที่สุดถึง 80-90% ของปัญหาทั้งหมด
2. ลบแอปพลิเคชันแล้วติดตั้งใหม่ โดยเฉพาะกรณีเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือหรือหน่วยความจำเต็ม
3.เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ทำให้ข้อมูลในระบบไม่ตรงกับบัญชีเดิม
แนะรีบเช็กบัญชี-รหัสผ่าน ก่อนเริ่มใช้สิทธิจริง
กระทรวงการคลังแนะนำให้ประชาชนรีบตรวจสอบบัญชี รหัสผ่าน PIN และข้อมูลเบอร์โทรศัพท์มือถือให้เรียบร้อยก่อนเริ่มใช้งานจริง เพื่อป้องกันปัญหาเข้าแอปพลิเคชันไม่ได้ในวันใช้สิทธิ
ทั้งนี้ หลังลงทะเบียนแล้ว ระบบจะใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติประมาณ 1-3 วัน โดยส่วนใหญ่จะทราบผลภายใน 1 วัน ผ่านระบบแจ้งเตือนในแอปพลิเคชัน ประชาชนสามารถเติมเงินเข้าระบบไว้ล่วงหน้า หรือเติมก่อนใช้จ่ายได้ตามสะดวก
เตือนอย่าลงทะเบียนซ้ำ เสี่ยงระบบล็อกต้องยืนยันตัวตนใหม่
โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า อีกปัญหาที่พบจำนวนมาก คือประชาชนพยายามลงทะเบียนซ้ำเมื่อเข้าใช้งานไม่ได้ จนระบบล็อกและต้องไปยืนยันตัวตนใหม่ที่สาขาธนาคารหรือตู้ ATM
"ปัญหาดังกล่าวสร้างความยุ่งยาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนดิจิทัล จึงขอให้ประชาชนเผื่อเวลาสำหรับการตรวจสอบข้อมูลและหลีกเลี่ยงการสมัครซ้ำโดยไม่จำเป็น"
คลังแจงเหตุยืนยันตัวตนเข้ม ป้องกันมิจฉาชีพดูดเงิน
การยืนยันตัวตนระดับสูงสุด หรือ E-KYC ตามมาตรฐานธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นมาตรการสำคัญเพื่อป้องกันมิจฉาชีพเข้าถึงบัญชีธนาคารของประชาชน ไม่ใช่เพียงป้องกันการทุจริตเงินช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น
ส่วนกรณีที่หลายสาขาธนาคารมีประชาชนต่อคิวจำนวนมากนั้น พบว่าบางพื้นที่ในต่างจังหวัดมีผู้ใช้บริการสูงถึง 500 คนต่อวัน ขณะที่พนักงานประจำสาขามีเพียงประมาณ 6 คน เนื่องจากธนาคารทยอยลดจำนวนพนักงานลงตามพฤติกรรมผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายธนาคารเริ่มปรับกระบวนการและเร่งระบายคิวได้ดีขึ้น
ร้านค้าร่วมแล้วกว่า 1 ล้านราย กังวลภาษี -คลังแนะทำสเตทเมนท์
สำหรับภาคธุรกิจ ขณะนี้มีร้านค้าแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 1 ล้านราย และลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้ว 631,856 ราย
แบ่งเป็นร้านค้าเดิมที่ผ่านเกณฑ์ 598,163 ราย และร้านค้าใหม่อีก 33,693 ราย
ขณะที่ยังมีร้านค้าบางส่วนอยู่ระหว่างรอยืนยันเงื่อนไขและตรวจสอบข้อมูล
โฆษกกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า ร้านค้าจำนวนมากยังมีความกังวลเรื่องภาษี โดยเฉพาะกรณีไม่มีหลักฐานต้นทุนสินค้า ทำให้เสี่ยงถูกประเมินภาษีแบบเหมาในอัตราสูง
“อยากแนะนำให้ใช้ข้อมูลจากแอปพลิเคชันเป็นหลักฐานรายรับรายจ่าย หรือสเตทเมนท์ เพื่อยืนยันกำไรที่แท้จริง ซึ่งหลักฐานนี้เองสามารถนำไปใช้ยื่นกู้กับธนาคาร เช่น ธนาคารออมสิน เพื่อสร้างเครดิตทางการเงินและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น”
ทั้งนี้ ย้ำว่า โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ใช้รูปแบบรัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% โดยรัฐช่วยจ่ายสูงสุดวันละ 200 บาท หรือไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท หากต้องการใช้สิทธิ์เต็ม 200 บาทต่อวัน ประชาชนต้องซื้อสินค้าประมาณ 333-334 บาทต่อวัน และวงเงินช่วยเหลือจะไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ หากใช้ไม่หมดจะถูกตัดสิทธิ์ในรอบเดือนนั้นทันที
โฆษกกระทรวงการคลัง ย้ำว่า มาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส รอบนี้ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเหมือนโครงการในอดีต แต่มีเป้าหมายสำคัญในการช่วยพยุงค่าครองชีพประชาชน ท่ามกลางราคาสินค้าและพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง
ส่วนผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ รัฐมองว่ายังสามารถดูแลตัวเองได้ เพื่อให้ภาครัฐสามารถนำงบประมาณไปใช้ในด้านอื่นที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจระยะยาว เช่น การลงทุนด้านพลังงานทดแทน







