posttoday
ติดโซลาร์รูฟท็อป รัฐลดหย่อนภาษี 2 แสนบาท คืนทุนเร็วขึ้น ลดค่าไฟระยะยาว

ติดโซลาร์รูฟท็อป รัฐลดหย่อนภาษี 2 แสนบาท คืนทุนเร็วขึ้น ลดค่าไฟระยะยาว

06 พฤษภาคม 2569

มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุด 2 แสนบาท และอุปกรณ์ประหยัดไฟ 50% ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพงจากสงคราม เร่งคืนทุนเร็วขึ้น 1-3 ปี เพื่อความยั่งยืน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลออกมาตรการให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมาลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
  • มาตรการลดหย่อนภาษีประกอบกับแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน ช่วยเร่งให้การลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้น
  • การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในครัวเรือนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว และสร้างความคุ้มค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับราคาพลังงานที่ผันผวน

จากประกาศพระราชกฤษฎีกา มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 และเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 นั้น ออกมาได้ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยมาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าวมีรายละเอียดสำคัญแบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก ได้แก่

1.มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน (มาตรา 3)

  • ผู้ได้รับสิทธิ : บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ใช้สิทธิต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัย) โดยไม่รวมคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ
  • สิทธิลดหย่อน : ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่จ่ายจริงเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • วงเงิน : ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 200,000 บาท ต่อหนึ่งระบบ
  • ระยะเวลา : ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028

2.มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง (มาตรา 4)

  • ผู้ได้รับสิทธิ : บุคคลธรรมดา (เฉพาะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)-(8) เช่น ค่าเช่า, ค่าวิชาชีพอิสระ, ค่ารับเหมา, ค่าธุรกิจพาณิชย์) และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • สิทธิลดหย่อน : ลดหย่อนภาษีเงินได้เป็นจำนวน 50% ของเงินได้ที่จ่ายจริงเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง
  • คุณสมบัติอุปกรณ์ : ต้องได้รับการรับรองฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  • ระยะเวลา : ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028

เงื่อนไขสำคัญ : หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขทั่วไป (มาตรา 5)

1.การซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อขอรับสิทธิลดหย่อน ต้องจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เท่านั้น

2.ต้องได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร

3.ห้ามนำค่าใช้จ่ายที่ได้รับสิทธิลดหย่อนไปขอรับสิทธิ์จากมาตรการอื่นซ้ำซ้อน

4.ห้ามนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปใช้กับกิจการที่ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่แล้ว

โดยสิทธิการลดหย่อนภาษีภายใต้มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน (มาตรา 3) ข้างต้นนับเป็นมาตรการสำคัญที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อจูงใจประชาชนทั่วไปให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและส่งผลให้การลงทุนในโซลาร์รูฟท็อปได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์รูฟท็อปช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนในระยะยาว

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ระบุว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีที่ออกมาและยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง  

โดยมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะทำให้ครัวเรือนได้รับค่าใช้จ่ายบางส่วนกลับคืนมาหลังยื่นแบบภาษี (ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละบุคคล) ตัวอย่างเช่น หากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 กิโลวัตต์ (KWp) จะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งราว 110,000–120,000 บาท และสามารถนำไปยื่นคืนภาษีได้ราว 5,000-25,000 บาท โดยเงินที่ได้คืนจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้มากถึง 5-20% ซึ่งหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงและต้องติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่มีขนาดกำลังการผลิตมากขึ้นก็จะมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีที่สูงขึ้นตามค่าใช้จ่ายที่ติดตั้ง 

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาควบคู่ไปกับราคา LNG ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ตามการประเมินของ SCB EIC ที่ราคา LNG มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามระดับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม โดยการประเมินดังกล่าวได้พิจารณารวมถึงแนวโน้มการขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและท่อ Yanbu/Fujairah ตลอดจนความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน 

โดยหากสงครามสามารถยุติได้ภายในกรอบระยะเวลา 2-3 เดือน ต้นทุน LNG เฉลี่ยในช่วงปี 2026-2030 จะอยู่ที่ราว 9.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.82 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและยกระดับความรุนแรงขึ้นจะทำให้ราคาเฉลี่ยของ LNG ในช่วงปี 2026-2030 มีโอกาสปรับเพิ่มสูงขึ้นที่ระดับ 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขึ้นมาอยู่ที่ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนต้องแบกภาระค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง 

มาตรการลดหย่อนภาษี-ภาระค่าไฟฟ้าสูงขึ้น เร่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปคืนทุนเร็วขึ้น

มาตรการลดหย่อนภาษีที่เข้ามาลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือนประกอบกับแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ด้วยปัจจัยดังกล่าวจะช่วยเร่งให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปคืนทุนได้เร็วขึ้น 

โดยปกติการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000-5,000 บาทต่อเดือน จะมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 8 ปี แต่มาตรการลดหย่อนภาษีและภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นทำให้สามารถคืนทุนเร็วขึ้นที่ 7 ปี และถ้าสถานการณ์สงครามรุนแรงขึ้นจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 ปี 

หากครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าสูงและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็จะยิ่งคืนทุนได้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000-10,000 บาทต่อเดือน โดยปกติจะมีระยะเวลาคืนทุนที่ 7 ปี ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษีและภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจึงสามารถคืนทุนได้ใน 6 ปี และหากสถานการณ์สงครามรุนแรงก็มีโอกาสคืนทุนได้ภายใน 4 ปี ซึ่งจะเกิดแรงจูงใจให้ครัวเรือนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันเพิ่มมากขึ้น

ติดโซลาร์รูฟท็อป รัฐลดหย่อนภาษี 2 แสนบาท คืนทุนเร็วขึ้น ลดค่าไฟระยะยาว

อย่างไรก็ดี หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกคิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3 บาทต่อหน่วย, สำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย คิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วยและสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป คิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 5 บาทต่อหน่วย จะทำให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไป มีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้มากขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม (ประเมินจาก Ft ที่ 0.1667 บาทต่อหน่วย ค่าบริการที่ 24.62 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%) ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้จะยิ่งช่วยให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า

การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของครัวเรือนยังมีอุปสรรค

อุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้ครัวเรือนยังไม่ตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง ซึ่งครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคดังกล่าวผ่าน 2 แนวทาง ดังนี้

1.เลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีทางเลือกด้านเงินทุนและการชำระเงินที่หลากหลาย เพื่อให้ครัวเรือนมีตัวเลือกในการชำระเงินที่เหมาะกับภาระทางการเงิน อย่างเช่น สินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำที่เป็นทางเลือกใหม่นอกจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือดอกเบี้ย 0% ที่ปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งได้เริ่มออกแพ็กเกจดังกล่าวแล้ว โดยแนวทางนี้จะช่วยลดอุปสรรคในการจัดหาแหล่งเงินทุนและเกิดความคุ้มค่ามากขึ้นจากมาตรการลดหย่อนภาษี 

2.เลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีความน่าเชื่อถือจากการเสนอสินค้าและการบริการที่มีการรับประกัน โดยผู้ให้บริการติดตั้งควรมีหลักฐานแสดงถึงความเชี่ยวชาญและคุณภาพการบริการ พร้อมเสนอรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายอย่างชัดเจน โดยคัดเลือกจากบริษัทที่ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบครบวงจร สามารถประเมินการติดตั้งรวมถึงค่าใช้จ่ายและระยะเวลาคืนทุน ควบคู่กับการแสดงให้เห็นถึงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง เป็นต้น 

บทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น 

นอกจากมาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ที่ ครม. ได้มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางเพิ่มเติม แล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาออกนโยบายเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ภาคครัวเรือนตั้งแต่การแก้ไขอุปสรรคที่ฉุดรั้งการตัดสินใจไปจนถึงการกำหนดนโยบายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ได้แก่

1.การเพิ่มกลไกการตรวจสอบและอนุมัติคุณภาพของอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อให้ครัวเรือนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการจากรายชื่อที่ภาครัฐตรวจสอบมาตรฐานแล้วทั้งในด้านคุณภาพและราคา โดย Certification program นี้จะช่วยลดความกังวลของครัวเรือนในการเลือกอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งได้ 

โดยกลไกการตรวจสอบดังกล่าวมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จแล้วในประเทศอินเดียที่ภาครัฐจัดทำแพลตฟอร์ม “The national portal for rooftop solar PV” ที่เปิดให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเข้ามาค้นหาผู้ให้บริการติดตั้งและตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโซลาร์รูฟท็อปที่ได้รับการตรวจสอบและอนุมัติคุณภาพจากภาครัฐ 

2.การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปเข้าระบบ อาทิ การขายไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (Net metering : ระบบที่นำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในอัตราเดียวกับราคาค่าไฟฟ้าขายปลีก มาหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ เมื่อสิ้นรอบการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า) 

ซึ่งแม้ว่าภาครัฐจะประกาศเร่งใช้ระบบ Net billing (การนำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศหรือที่ 2.2 บาทต่อหน่วยไปหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ ในสิ้นงวด) โดยมีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปรวมทั้งหมด 500 MW และคาดว่าจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2026 

แต่เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าต่อหน่วยที่รัฐบาลประกาศในระบบ Net billing ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 4 บาทต่อหน่วย แตกต่างจากระบบ Net metering ที่สามารถหักลบค่าไฟฟ้าได้ในอัตราเดียวกันกับราคาขายปลีก จึงทำให้ Net metering อาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและส่งเสริมให้เกิดการวางแผนการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy efficiency) เพื่อนำไฟฟ้าส่วนเกินที่ประหยัดได้มาขายคืนให้กับการไฟฟ้าฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในครัวเรือนแล้ว ยังไม่ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาคืนทุนอีกด้วย 

โดยปัจจุบันนโยบายการใช้ Net metering ร่วมกับโซลาร์รูฟท็อปถูกนำมาใช้แล้วในสหรัฐฯ และอินเดีย อย่างไรก็ดี ในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจพิจารณานำระบบ Net metering มาทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการใช้โซลาร์รูฟท็อปสูงเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น ปัญหาเรื่องต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ รวมถึงปัญหาทางเทคนิคจากการปรับปรุงอุปกรณ์และการควบคุมไฟฟ้า โดยข้อสรุปผลการดำเนินการและปัญหาต่าง ๆ จากการทดลองระบบ สามารถนำมาปรับปรุงและต่อยอดไปใช้ในระดับภูมิภาคจนถึงระดับประเทศต่อไป

มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ประหยัดพลังงานนับเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของภาครัฐที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้ง ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

สยาม ทาคาชิมายะ เปิดตัว 'Global Privilege': เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ห้างญี่ปุ่นทั่วเอเชีย (ญี่ปุ่น-ไทย-สิงคโปร์-เวียดนาม)

สยาม ทาคาชิมายะ เปิดตัว 'Global Privilege': เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ห้างญี่ปุ่นทั่วเอเชีย (ญี่ปุ่น-ไทย-สิงคโปร์-เวียดนาม)