
จีนปฏิวัติอุตสาหกรรมตีนไก่ปรับตัวสู่กรีน ไร้คนผลิต ใช้ AI แทน
จีนปฏิวัติวงการตีนไก่ ปรับตัวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ผลิตแบบไร้คน ใช้เทคโนโลยี AI แทน รับมาตรการการค้าโลกทั้ง CBAM ของสหภาพยุโรป และการรับรองฮาลาลในตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- จีนเป็นตลาดบริโภคตีนไก่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงถึง 33,600 ล้านชิ้นต่อปี และไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่งของจีน
- ตอนนี้กำลังเผชิญกับอุปสรรคภาษีคาร์บอน CBAM ของสหภาพยุโรป และการรับรองฮาลาลในตะวันออกกลาง
- ปรับตัวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรับมาตรการการค้าโลก ผลิตแบบไร้คน ใช้เทคโนโลยี AI แทน
จีนปฏิวัติอุตสาหกรรมภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในประเทศ (สคต.) ณ เมืองชิงต่าว ประเทศจีน รายงานว่า อุตสาหกรรมตีนไก่ในจีนกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากสินค้ามูลค่าต่ำสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High value-added products) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการยกระดับการบริโภค นวัตกรรมเทคโนโลยี และการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
โดยจีนเป็นตลาดบริโภคตีนไก่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีปริมาณการบริโภคสูงถึง 33,600 ล้านชิ้นต่อปี คิดเป็นร้อยละ 80 ของปริมาณการค้าทั่วโลก หรือเฉลี่ย 24 ชิ้นต่อคนต่อปี
1.โครงสร้างและส่วนแบ่งลาดของอุตสาหกรรมตีนไก่
ตลาดภายในประเทศจีน ในปี 2568 ขนาดตลาดตีนไก่จีนมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านหยวน (235,000 ล้านบาท) โดยมีปริมาณการผลิตตีนไก่แช่แข็งจำนวน 1.864 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการบริโภคสูงถึง 2.472 ล้านตัน ทำให้มีการพึ่งพาการนำเข้าสูง
การแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) โดยตลาดตีนไก่ในจีนสามารถจำแนกตามพฤติกรรมผู้บริโภค 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ตลาดระดับบน (High-end Market) มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ตีนไก่ไร้กระดูกและสินค้าที่รักษาความสดด้วยอุณหภูมิต่ำ (สัดส่วนร้อยละ 29.4 ของตลาด) โดยมีราคาจำหน่ายประมาณ 200 หยวนต่อกิโลกรัม (940 บาท) กลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักเน้นความสะดวกในการับประทานและสุขภาพ
- ตลาดมวลชน (Mass Market) เน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ตีนไก่พะโล้สำเร็จรูป และอุตสาหกรรมร้านอาหาร มีมูลค่าตลาดประมาณ 30,000 ล้านหยวน (141,000 ล้านบาท)
- ตลาดนำเข้าและส่งออก โดย การนำเข้า: ประเทศไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่งของจีน (ส่วนแบ่งตลาดจีน ร้อยละ 38.7) เนื่องจากสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี ส่วนการส่งออก: จีนครองส่วนแบ่งการค้าตีนไก่โลกร้อยละ 45 โดยส่งออกไปยังอาเซียนเป็นหลัก (ร้อยละ 52.7) อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ตีนไก่จีนก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคภาษีคาร์บอน CBAM ของสหภาพยุโรป และการรับรองฮาลาลในตะวันออกกลาง ประกอบกับต้นทุนในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 ล้านหยวนต่อปี (47 ล้านบาท)
2. การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
เทคโนโลยีถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ จากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสู่การผลิตแบบไร้คน และลดต้นทุนในทุกมิติ เช่น
- เทคโนโลยี AI และ Machine Vision: ใช้ในระบบเลาะกระดูกอัตโนมัติ (480 ชิ้น/ชั่วโมง) และการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่แม่นยำถึงร้อยละ 99.2 และทำให้ต้นทุนแรงงานลดลงจากร้อยละ 37.6 เหลือเพียงร้อยละ 19.2
- นวัตกรรมการถนอมอาหาร: การแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลวช่วยลดการสูญเสียน้ำ และการทอดสุญญากาศช่วยลดสารอะคริลาไมด์ได้ร้อยละ 40 ทำให้ตอบสนองผู้บริโภคสายรักสุขภาพ
- ระบบห่วงโซ่อุปทาน: มีการบังคับใช้ระบบ Cold Chain อย่างน้อยร้อยละ 65 ในบริษัทใหญ่ และใช้ Blockchain ติดตามผลิตภัณฑ์มากกว่าร้อยละ 70 ทำให้สามารถติดตามได้ตลอดกระบวนการจากการเลี้ยงไปจนถึงปลายทาง
3. การปรับกลยุทธ์ความยั่งยืนเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า
อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ประกอบมาตรการ CBAM และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นมาตรการใหม่ของการค้าโลก ทำให้อุตสาหกรรมตีนไก่ของจีนเข้าสู่กระบวนการปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับมาตรการเหล่านี้
- การผลิตสีเขียว โดยใช้ก๊าซชีวภาพผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนลงร้อยละ 31.3 ตามเป้าหมาย “การลดคาร์บอนสองเท่า (Double Carbon)” ของรัฐบาลจีน
- มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ส่งผลให้บริษัทผู้ส่งออกต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติม ซึ่งเพิ่มต้นทุนประมาณ 150 ยูโรต่อตัน รวมถึงการลงทุนเพิ่มเพื่อปรับปรุงบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับกฎระเบียบการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เพื่อส่งออกไปตะวันออกกลาง
- ความปลอดภัยทางอาหาร: ปัญหาสินค้าฟอกขาวหรือแช่สารเคมี ทำให้รัฐบาลมีการกำกับดูแลเข้มงวดขึ้น และมีการบังคับใช้มาตรฐานแห่งชาติ “ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกแช่แข็ง”
4. คาดการณ์อนาคตอุตสาหกรรมตีนไก่ของจีน
อุตสาหกรรมตีนไก่กำลังเข้าสู่ระยะการพัฒนาคุณภาพสูง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการปฏิวัติทางเทคโนโลยี ซึ่งสามารถวิเคราะห์โอกาสและจุดเน้นการแข่งขันในอนาคตได้ ดังนี้
- การขยายฐานตลาดสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง โดยการใช้ประโยชน์จากข้อตกลง RCEP และความร่วมมือกับกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ (GCC)
- การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป (Ready-to-Eat) โดยผลิตภัณฑ์ตีนไก่พะโล้สำเร็จรูปที่เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 19.4 ต่อปีจะมีโอกาสในการขยายตลาด แบบ B2B
- นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบโซเดียมต่ำ ปราศจากสารเติมแต่ง และการใช้ฉลากคาร์บอนต่ำจะกลายเป็นมาตรฐานหลัก โดยคาดว่าภายในปี 2573 สัดส่วนของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะครองตลาดมากกว่าร้อยละ 45 เพื่อตอบสนองต่อการยกระดับพฤติกรรมผู้บริโภค
- ขีดความสามารถด้าน ESG โดยบริษัทที่มีมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ จะกลายเป็นผู้นำตลาดที่แท้จริง
- เครือข่ายบริการข้ามพรมแดน การมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงทั่วโลกจะสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่ขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยีอาจเผชิญกับภาวะวิกฤตจากการถูกคัดออกจากตลาด
อย่างไรก็ตาม สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว คาดว่า ตลาดตีนไก่ในจีนเป็นอีกตลาดที่มีการเติบโตในทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2573 ขนาดตลาดตีนไก่ของจีนจะมีมูลค่าถึง 53,700 ล้านหยวน (252,390 ล้านบาท) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 14.2 – 15.8 การเติบโตของตลาดตีนไก่จึงถือว่ายังเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานตีนไก่ในตลาดจีน ที่ปัจจุบันไทยยังคงเป็นหนึ่งในคู่ค้าที่จีนนำเข้าตีนไก่มากที่สุด
อุตสาหกรรมตีนไก่ของจีนกำลังเปลี่ยนแปลงจากขยายขนาดเป็นปรับปรุงคุณภาพ การปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐาน การสร้างแบรนด์ และสุขภาพคือทิศทางการพัฒนาหลักที่ผู้ประกอบการไทยต้องตระหนักและนำมาปรับและพัฒนาสินค้าและสร้างความไว้วางใจต่อผู้บริโภคด้วยการสร้างแบรนด์เพื่อคว้าความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดจีนระยะยาว







