คลัง ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนลบ. ภายใน พ.ค.-ต.ค.ไม่ขยายเพดานหนี้ - ต่อ VAT 7% อีกปี
เอกนิติ จ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ภายในช่วง พ.ค.-ต.ค. นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลกลุ่มเปราะบาง ยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เล็งต่อ VAT 7 อีก 1 ปี
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ช่วงเดือน พ.ค.-ต.ค. เพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน
- การกู้เงินจะอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง โดยไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของ GDP
- กระทรวงการคลังจะขยายเวลาการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ เพื่อทบทวนแผนงบประมาณ และประเมินภาวะเศรษฐกิจ ในปี 2570 ว่า รัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อก่อนเริ่มต้นปีงบประมาณ 2570 เพื่อรองรับภาระรายจ่ายและบริหารสภาพคล่องของภาครัฐ
“ ที่ประชุม และจากการพูดคุยกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เห็นตรงกันว่า ถ้าไม่กู้ อาจจะอันตรายกว่ากู้ เพราะว่า GDP ตัวจะหดตัวลง จะส่งผลเสียมากกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเอาเงินกู้แล้วไปทำอะไร เพื่อสร้างรายได้ให้ GDP มันโตขึ้นในระยะยาว เราระดมทุนได้ไม่มีปัญหา ซึ่งการออกพ.ร.ก.กู้เงินก็ เพื่อเตรียมความพร้อมของ กระสุน ในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงานที่อาจยืดเยื้อ”
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการกู้เงิน รัฐบาลจะพิจารณาเม็ดเงินจากหลายส่วนประกอบกัน โดยเฉพาะ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน กระเป๋าเงิน หลักที่ต้องตรวจสอบสถานะก่อนว่ามีเม็ดเงินเหลือเพียงพอสำหรับใช้จ่ายตามความจำเป็นหรือไม่
โดยแหล่งที่มาของเงิน จะเน้นไปที่การ ตัดงบประมาณรายจ่ายปี 2569 โดยกำหนดเส้นตาย ในวันที่ 30 เมษายน นี้ หากหน่วยงานใดมีการเบิกจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามแผน รัฐบาลจะดึงเม็ดเงินส่วนนั้นคืนมาทั้งหมด เช่น งบดูงาน งบไปต่างประเทศ งบก่อสร้าง ตัดหมด เพื่อนำไปจัดสรรใหม่
โดยจำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับ จากรายงานเบื้องต้น คาดว่าจะมีเม็ดเงินที่เหลือจากการเบิกจ่ายและสามารถนำมาพิจารณาโอนงบประมาณได้ประมาณ 80,000 ถึง 100,000 ล้านบาท
ในปีงบประมาณต่อจากนี้ รัฐบาลเตรียมปรับสัดส่วนการลงทุน โดยจะ ลดการใช้งบประมาณแผ่นดินลง และผลักดันให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น
เป้าหมายสำคัญคือการ ลดภาระหนี้สาธารณะ ผ่านการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและรูปแบบร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP) เพื่อไม่ให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณทั้งหมด และช่วยรักษาเสถียรภาพการคลังในระยะยาว
ยันไม่ขยายเพดานหนี้ - รักษาวินัยการคลัง
สำหรับการกู้เงินดังกล่าว นายเอกนิติยืนยันว่า จะไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันเพดานหนี้อยู่ที่ 70% ของ GDP ขณะที่หนี้จริงอยู่ที่ประมาณ 66% หากนับเฉพาะหนี้รัฐบาลจะอยู่ที่ 60% ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้ได้อีกประมาณ 4% ของ GDP หรือคิดเป็นเม็ดเงินเกือบ 800,000 ล้านบาท ดังนั้นการกู้ไม่เกิน 5 แสนล้านจึงยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง
สำหรับเงินกู้ก้อนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างมีกลยุทธ์ใน 2 ด้านหลัก คือ
1.บรรเทาความเดือดร้อน ดูแลกลุ่มลดผลกระทบ ทั้งกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเกษตรกร และภาคการขนส่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงอาจใช้เป็นแหล่งเงินสำหรับ โครงการคนละครึ่งพลัส
2.การเปลี่ยนผ่าน เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนในพลังงานสะอาด (Solar Farm, EV) เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและแก๊สที่มีสัดส่วนสูงถึง 10% ของ GDP
นอกจากนี้ ยังมีแผนระดมทุนผ่าน พันธบัตรออมทรัพย์พลัส เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีส่วนร่วมในการลงทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยอาศัยความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทยที่มีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบเกือบ 1 ล้านล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 3%
ทั้งนี้ ที่ประชุม ยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตที่ 1.4% เงินเฟ้อ 2.9% และปี 2570 จะขยับขึ้นเป็น 2.2% เงินเฟ้อ 1.5% โดยรัฐบาลจะเน้นนโยบาย 4T คือ Targeted, Transition, Transform, Together เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
โดยไทยยังยึดกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) พร้อมให้นำสมมุติฐานเศรษฐกิจล่าสุดไปปรับใช้ในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ต่อไป
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมขยายระยะเวลาการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ระดับ 7% ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนกันยายน 2569 ออกไปอีก 1 ปี ถึงปีงบประมาณ 2570 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน และเศรษฐกิจไทยยังคงไม่พร้อมที่จะปรับขึ้น VAT
สำหรับไทม์ไลน์ ของโครงการ "คนละครึ่งพลัส" เฟส2 ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาวงเงินและรูปแบบที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้จ่ายเดือนมิถุนายน 2569
“วันนี้รูปแบบคนละครึ่งพลัส จะเป็นแบบการเยียวยา พ.ร.บ.การใช้งบ ก็เป็นอีกระเป๋าที่จะใช้ได้ วันนี้เป็นวิกฤตสงครามโลก ทุกคนเจอหนัก เราไม่ได้เจอคนเดียว สงครามอาจจบวิกฤตอาจไม่จบ ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมไว้ ในฐานะคลังเราต้องดูเงินอยู่ที่ไหนบ้าง กลุ่มเปราะบาง มนุษย์เงินเดือน ระยะเวลาขอดูนิดนึง”


