posttoday

“รถเก่าแลกรถใหม่” เกมใหญ่รัฐบาล! ดัน EV–Hybrid เขย่าทั้งอุตสาหกรรม หวังลดน้ำมัน–ฝุ่น PM2.5

17 เมษายน 2569

ครม.เดินหน้า “รถเก่าแลกรถใหม่” แจกเงินอุดหนุน บวกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เร่งคนไทยเปลี่ยนมาใช้ EV–Hybrid แต่เกมนี้ไม่ง่าย เพราะกระทบทั้งตลาดรถ น้ำมัน และแรงงานกว่า 8 แสนคน

KEY

POINTS

  • ครม.เดินหน้า “รถเก่าแลกรถใหม่” แจกเงินอุดหนุน บวกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
  • เร่งคนไทยเปลี่ยนมาใช้ EV–Hybrid
  • แต่เกมนี้ไม่ง่าย เพราะกระทบทั้งตลาดรถ น้ำมัน และแรงงานกว่า 8 แสนคน

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.2569 มีแนวคิดผลักดันมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการ “รถยนต์เก่าแลกซื้อรถยนต์ใหม่” โดยเน้น EV และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid)

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเปราะบางสูงต่อความผันผวนราคาพลังงานโลก เพราะพึ่งการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง ซึ่งวิกฤติพลังงานเป็นโอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ 

สำหรับนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศ (Transition) เพื่อช่วยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 โดยให้ปลัดกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตเร่งออกแบบและพิจารณารายละเอียดเสนอ ครม.

สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้นของรถใหม่ไม่จำกัดสิทธิ์เฉพาะ EV แต่ครอบคลุมรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด ที่ผสมผสานระหว่างระบบไฟฟ้าและน้ำมัน รวมถึงกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

โดยกำหนดเกณฑ์พิจารณาหลัก 2 ประการ คือ 

  1. เป็นรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องโครงสร้างของกรมสรรพสามิตที่จัดเก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน
  2. เป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศให้เติบโต

นายเอกนิติ กล่าวว่า กำลังออกแบบกลไกการให้ความช่วยเหลือ (Incentive) โดยเบื้องต้นจะให้เงินอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ แต่มีเงื่อนไขต้องนำเงินอุดหนุนดังกล่าวไปเป็นส่วนลดราคาให้ผู้ซื้อโดยตรง

รวมทั้งรัฐบาลศึกษาตัวอย่างการบริหารจัดการของญี่ปุ่น โดยอาจพิจารณาแนวทางนำรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการ ส่งออกไปประเทศปลายทางที่ต้องการใช้งานรถยนต์ประเภทดังกล่าว

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการจูงใจและลดภาระทางการเงินให้ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการคู่ขนาน โดยเตรียมให้สถาบันการเงินรัฐออกแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือในลักษณะ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” มาสนับสนุนผู้ซื้อรถยนต์

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ครม.วันที่ 11 เม.ย.2569 เห็นชอบมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสิน วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อให้สินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ และสินเชื่อเปลี่ยนรถเครื่องยนต์สันดาปเป็น EV

ทั้งนี้กำหนดวงเงินปล่อยกู้ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี โดยธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ธนาคารและ Non-Banks อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี จากนั้นให้ไปปล่อยกู้ต่อดอกเบี้ยปีที่ 1-2 ไม่เกิน 3.5% ต่อปี ปีที่ 3-5 ไม่เกิน 5% ระยะเวลากู้ 1-5 ปี ขึ้นเงินดาวน์ ระยะเวลาผ่อน

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป นั่นก็คือ การออกแบบมาตรการและลงรายละเอียดเงื่อนไขการให้เงินอุดหนุน โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณดำเนินการ การกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะเข้าเกณฑ์ การขยายขอบเขตสิทธิ์ให้ครอบคลุมกลุ่มรถกระบะด้วยหรือไม่ ตลอดจนการวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการอย่างรัดกุม

โดยรูปแบบการดำเนินนโยบายจะมีลักษณะเป็นโครงการปลายเปิดที่แบ่งการดำเนินการเป็นหลายระยะ โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ในรูปแบบใครมาก่อนได้ก่อน (First come, first served) เบื้องต้นจำกัดโควตานำร่อง 10,000-20,000 คัน และจำกัดระยะเวลาดำเนินโครงการ

สเกลของโครงการขึ้นกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร และกลไกการช่วยเหลือจะเป็นจ่ายเงินอุดหนุนตรงที่ผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการ เพื่อนำเงินดังกล่างไปทอนเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่ให้ผู้ซื้อโดยตรง 

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตยังไม่แนวคิดที่ลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพิ่มเติม ตามโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่เริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค.2569 เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าได้รับอัตราภาษีในระดับต่ำอยู่แล้ว

ย้อนอดีต “รถคันแรก”

ในอดีต รัฐบาลเคยมีการสนับสนุนการซื้อรถยนต์ผ่านโครงการ “รถคันแรก” เมื่อปี 2554 ซึ่งใช้วงเงินอุดหนุน 5-6 หมื่นล้านบาท ขณะที่มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ 3.5 กรมได้มีการจ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้ประกอบการที่ลงนาม (MOU) เข้าร่วมโครงการแล้ว เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวม 134,000 คัน คิดเป็นเงิน 19,000 ล้านบาท 

สำหรับ มาตรการ EV3.5 ให้เงินอุดหนุนรถไฟฟ้าสูงสุดคันละ 1 แสนบาท ซึ่งมาตรการสิ้นสุดไปแล้วเดือนธ.ค. 2568

ขณะที่ มาตรการ EV3.0 ยังคงให้เงินอุดหนุนสูงสุดคันละ 5 หมื่นบาท ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570 

หนุนเฉพาะรถผลิตในไทย

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. เคยเสนอมาตรการดังกล่าวหลายปีแล้วเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 จากรถยนต์เก่าที่มีมากกว่า 2 ล้านคัน แต่มาตรการรัฐบาลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ลดการนำเข้าน้ำมันและส่งเสริมไทยในฐานะฐานการผลิต EV โดยมีข้อเสนอสำคัญคือ รัฐควรเปิดช่องให้เฉพาะรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น

ทั้งนี้ หากโครงการรถเก่าแลกรถใหม่เกิดขึ้นสอดคล้องสถานการณ์โลกที่น้ำมันมีราคาแพงขึ้น แต่ที่กังวลมากกว่าเรื่องราคา คือ ไม่แน่ใจอนาคตจะขาดแคลนหรือไม่ ดังนั้นหากมาตรการช่วยลดใช้พลังงานเป็นเรื่องดีจะช่วยประเทศลดการนำเข้า ประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาว

ขณะที่การกำหนดชนิดพลังงานที่มีไฮบริดด้วยนั้นเป็นเรื่องดี เพราะผู้บริโภคบางส่วนยังเห็นว่า EVไม่สะดวกใช้งาน ขณะที่เทคโนโลยีไฮบริดในปัจจุบันก้าวหน้าไปมากโดดเด่นทั้งความประหยัดการปล่อยมลพิษ

อย่างไรก็ตามจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการมีความเห็นว่าโครงการนี้ ควรครอบคลุมรถในกลุ่มที่ใช้เครื่องยนต์ (ICE) รวมถึงรถปิกอัพที่เป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนรุ่นแรกของไทยมีบทบาททั้งตลาดในประเทศส่งออกเป็นรถที่ก่อให้เกิดมูลค่าในประเทศจากการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (local content) มากกว่า 90%

แม้เป้าหมายของรัฐจะเน้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง แต่รถ ICE ปัจจุบันพัฒนาขึ้นไปมาก ทั้งความประหยัดมลภาวะในภาพรวม ICE มีบทบาทขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งตลาดในประเทศส่งออก รวมถึงการผลิตส่งผลตรงต่ออุตสาหกรรม เศรษฐกิจการจ้างงานในระบบกว่า 8 แสนคน

โดยเทคนิค ปัจจุบัน ปิกอัพช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ จากความสามารถในการใช้ไบโอดีเซล B20 อีกทั้งหลายแบรนด์กำลังเดินหน้าพัฒนาให้ใช้ไบโอดีเซลที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในอนาคตซึ่งรายละเอียดต่างๆรอให้ภาครัฐกำหนดอย่างเป็นทางการไม่ว่าจะรถเก่าที่เข้าโครงการ เช่น ช่วงอายุรถยนต์การสนับสนุนจูงใจมากน้อยแค่ไหนและการเข้าถึงของผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านการเงิน หรือ สินเชื่อ

ส่วนความสามารถในการซื้อรถเป็นอีกเรื่องที่รัฐจะกำหนดออกมาเพื่อผลักดันมาตรการนี้ เช่น การเปลี่ยนรถ จะเป็นการสนับสนุนด้านการเข้าถึงสินเชื่อ หรือด้านเงินดาวน์ แก่กลุ่มเป้าหมายที่เห็นว่ามีศักยภาพในการผ่อนชำระในอนาคต

นอกจากนี้สิ่งที่รอความชัดเจนของมาตรการ คือ การกำหนดอายุรถยนต์เข้าร่วมควรอยู่ที่เท่าใดจึงเหมาะสมซึ่งไทยมีประชากรรถยนต์จำนวนมาก และมีปริมาณรถเก่าจำนวนมากเช่นกัน คาดรถอายุมากกว่า 20 ปี มี2 ล้านคันเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซินใกล้เคียงกันซึ่งจะจัดการรถเก่าด้วยการทำลายทิ้งทั้งหมด หรือ ถอดชิ้นส่วนบางอย่างออกเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

สำหรับแนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่มีหลายประเทศใช้ แต่ที่รู้จักมากสุดเกิดขึ้นในสหรัฐเมื่ีอปี 2552 หลังวิกฤติแฮมเบอเกอร์ ทำให้ตลาดรถสหรัฐทรุดตัวรุนแรง โดยรัฐบาลบารัค โอบาม่า ออกมาตรการ Cash for Clunkers สนับสนุนเจ้าของรถอายุไม่เกินกำหนดมาแลกซื้อรถใหม่ที่ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นได้เครดิตเงินคืน 3,500-500 ดอลลาร์ เริ่มวันที่ 1 ก.ค.2552 แต่สิ้นสุดก่อนกำหนด คือวันที่ 24 ส.ค.เพราะรัฐหมดงบประมาณ โดยมีรถยนต์ที่เข้าร่วม 677,000 คัน.

ข่าวล่าสุด

La Petite Maison เปิด Pop-Up ครั้งแรกในไทย! สัมผัสรสชาติเฟรนช์ริเวียรา