posttoday
รัฐบาล รีดงบประมาณสู้วิกฤตน้ำมัน โยกเม็ดเงินจากไหนอุ้มค่าครองชีพ

รัฐบาล รีดงบประมาณสู้วิกฤตน้ำมัน โยกเม็ดเงินจากไหนอุ้มค่าครองชีพ

08 เมษายน 2569

รัฐบาลเร่งปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณภาครัฐเพื่อรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือการนำเงินมาช่วยพยุงค่าครองชีพของประชาชน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมปรับลดและโยกย้ายงบประมาณปี 2569 ที่เป็นงบขาดดุลอยู่แล้ว เพื่อนำเงินมาใช้บรรเทาผลกระทบค่าครองชีพจากวิกฤตน้ำมันแพง
  • แหล่งเงินทุนหลักที่จะถูกโยกย้ายมาจาก 3 ส่วน คือ งบกลาง, งบลงทุนในโครงการที่สามารถชะลอได้ และรายจ่ายดำเนินงานที่ไม่เร่งด่วน เช่น งบอบรมสัมมนา
  • การใช้งบประมาณที่ปรับมาได้จะเน้นความช่วยเหลือแบบ "แม่นเป้า" ไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและเปราะบาง เช่น ภาคขนส่งและผู้มีรายได้น้อย แทนการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า

วิกฤตราคาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้น ไม่ได้กดดันแค่ราคาหน้าปั๊มหรือค่าขนส่งเท่านั้น แต่ยังทำให้รัฐบาลต้องหันกลับมาทบทวน “งบประมาณ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ ล่าสุด "นายกฯ อนุทิน" ประกาศออกมาตรการดูแลประชาชน โดยหนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงคือ การปรับลดงบประมาณบางส่วนของภาครัฐ เพื่อนำเม็ดเงินกลับมาใช้บรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพให้ประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก

เพราะทุกครั้งที่ต้นทุนพลังงานพุ่งขึ้น ผลกระทบมักไม่ได้หยุดอยู่แค่ค่าน้ำมัน แต่จะทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ค่าเดินทาง ต้นทุนของผู้ประกอบการ และสุดท้ายก็ย้อนกลับมากดกำลังซื้อของประชาชนในวงกว้าง

โจทย์ของรัฐบาลเวลานี้จึงไม่ใช่แค่จะ กดราคาน้ำมันลง แต่คือจะ “หาเงินจากตรงไหน” มาดูแลประชาชน โดยไม่ทำให้ฐานะการคลังตึงตัวไปมากกว่านี้

ในทางปฏิบัติ เครื่องมือที่รัฐบาลหยิบขึ้นมาพิจารณาได้เร็วที่สุด คือ การทบทวนโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.7806 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 27,900 ล้านบาท และยังเป็นงบแบบ “ขาดดุล” โดยตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 2.9206 ล้านล้านบาท ทำให้มีกรอบขาดดุลสูงถึง 860,000 ล้านบาท อยู่แล้ว 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยไม่ได้กว้างเหมือนในอดีต การจะออกมาตรการช่วยเหลือใหม่จำนวนมากจึงอาจไม่ใช่คำตอบแรก หากแต่ต้องเริ่มจากการ “เขย่างบเดิม” เพื่อดึงเม็ดเงินจากส่วนที่ชะลอได้หรือเลื่อนออกได้ก่อน

หากดูโครงสร้างงบปี 2569 ข้อมูลจาก สำนักงบประมาณ จะเห็นว่า รายจ่ายส่วนใหญ่เป็นรายการที่แตะได้ยากไม่ว่าจะเป็นรายงานประจำ 2.65 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 70% ของวงเงินทั้งหมด ขณะที่งบลงทุนมีอยู่ 864,077 ล้านบาท ซึ่งแม้จะเป็นก้อนที่พอขยับได้บ้าง แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบโครงการจำเป็น หรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากเกินไป ยิ่งเมื่อปีงบประมาณนี้ตั้งงบ ขาดดุลไว้แล้ว 860,000 ล้านบาท ส่วน งบชำระคืนต้นเงินกู้ 151,200 ล้านบาท และ งบชดใช้เงินคงคลัง 123,541 ล้านบาท ซึ่งล้วนมีข้อจำกัดทางวินัยการคลังและผลต่อความเชื่อมั่นหากไปแตะมากเกินไป

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ งบก้อนใหญ่ของประเทศไม่ได้เป็น “เงินสดกองกลาง” ที่หยิบใช้ได้ทันทีทั้งหมด หลายส่วนเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ภาระผูกพัน หนี้ และโครงการที่เดินหน้าไปแล้ว การช่วยประชาชนในภาวะน้ำมันแพงจึงต้องเลือกตัดเฉพาะส่วนที่ “ไม่กระทบเครื่องยนต์หรือภาระกิจหลักของรัฐ” 

งบที่ถูกจับตาว่าอาจเป็นแหล่งเม็ดเงินสำหรับรับมือวิกฤตระยะสั้น จึงมักอยู่ใน 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรก คือ งบกลาง ซึ่งปี 2569 ตั้งไว้สูงถึง 632,969 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.74% ของงบทั้งหมด แม้งบก้อนนี้มีไว้รองรับภารกิจจำเป็นหลายด้าน แต่ในเชิงนโยบายถือเป็น พื้นที่ยืดหยุ่น มากกว่างบประเภทอื่น และเป็นจุดแรกที่หลายฝ่ายมองว่าสามารถปรับลำดับความสำคัญเพื่อโยกไปอุ้มมาตรการบรรเทาค่าครองชีพได้เร็วที่สุด 

กลุ่มที่สอง คือ งบลงทุนบางส่วน โดยเฉพาะโครงการที่ยังไม่ลงนามผูกพัน หรือโครงการที่สามารถเลื่อนเฟสการเบิกจ่ายได้ การขยับเพียง 1-2% ของงบลงทุน ก็อาจเปิดพื้นที่งบได้ระดับ 8,000-17,000 ล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกโครงการทั้งหมด แต่แน่นอนว่าต้องชั่งน้ำหนักกับผลกระทบต่อการเติบโตในระยะถัดไป

กลุ่มที่สาม คือ รายจ่ายดำเนินงานที่ยังไม่เร่งด่วน เช่น งบอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ การเดินทาง การจัดกิจกรรม หรือการจัดซื้อบางรายการที่ไม่กระทบบริการสาธารณะโดยตรง แม้แต่ละก้อนไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับงบทั้งประเทศ แต่เมื่อนำมารวมกันก็อาจเป็น เงินตั้งต้น สำหรับมาตรการเฉพาะหน้าได้ โดยเฉพาะหากรัฐบาลต้องการวงเงินเพียงระดับหลักหมื่นล้านบาทต้น ๆ มากกว่ามาตรการอัดฉีดขนาดใหญ่

อีกโจทย์สำคัญหลังเกลี่ยเม็ดงบประมาณได้แล้ว คือจะใช้ให้ “ตรงจุด” เพราะในภาวะที่ฐานะการคลังเริ่มตึง การช่วยเหลือควรเป็นแบบ “แม่นเป้า” มากกว่าหว่านกว้าง เน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริงและเปราะบาง เช่น ภาคขนส่งที่ใช้ดีเซล เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย หรือการประคองต้นทุนพลังงานที่เชื่อมโยงกับราคาสินค้าจำเป็น มากกว่าการอุดหนุนแบบครอบคลุมทุกกลุ่มจนใช้งบเกินจำเป็น ซึ่งเป็นแนวทางที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้วางไว้

ข่าวล่าสุด

"บอสชาตรี" เดือด! จวกวินัยนักมวย สะเทือนถึง"รถถัง"หลังแพ้น็อค

"บอสชาตรี" เดือด! จวกวินัยนักมวย สะเทือนถึง"รถถัง"หลังแพ้น็อค