posttoday

คลัง เตรียมชงลดภาษีดีเซล 1 บ.ต่อลิตร แลกสูญรายได้รัฐ 2 พันล้านต่อเดือน

27 มีนาคม 2569

คลัง เตรียมลดภาษีดีเซล 1 บ./ลิตร แจงสูญรายได้ 2 พันล./เดือน รับมือน้ำมันพุ่ง รอสภาพัฒน์ประเมินจีดีพีปี 69 ยันยังไม่มีหารือรีดภาษีลาภลอยโรงกลั่น

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร เป็นการชั่วคราวเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยต้องรอความเห็นชอบจาก กกต.
  • การลดภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งอาจกระทบต่อเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล
  • กระทรวงการคลังกำลังรอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ (GDP) จากวิกฤตพลังงาน

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำร่างประกาศปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร โดยจะเสนอรายละเอียดให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเห็นชอบ หากได้รับอนุมัติจะมีผลบังคับใช้ทันที เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่หากไม่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก็จะต้องเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาต่อไป

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันครั้งนี้ จะดำเนินการเฉพาะน้ำมันดีเซลเท่านั้น โดยปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจัดเก็บอยู่ที่ 5-6 บาทต่อลิตร ขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมัน ส่วนรายละเอียดว่าจะปรับลดในอัตราเท่าใด และมีผลนานแค่ไหนนั้น กรมสรรพสามิตยังอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสม โดยต้องประเมินควบคู่หลายปัจจัย ทั้งบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก เพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน
 

“ยืนยันว่าการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ต้องกลับมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ และจะดำเนินการในระดับใด เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงทุกวัน จึงต้องประเมินว่าในแต่ละช่วงเวลาควรใช้มาตรการใดจึงจะเหมาะสม เรื่องนี้สามารถดำเนินการได้ผ่านการออกประกาศ หากกรมสรรพสามิตจัดทำรายละเอียดแล้วเสร็จ ก็จะส่งให้กฤษฎีกา และขอความเห็นชอบจาก กกต. เนื่องจากเป็นมาตรการบรรเทาภาระของประชาชน” นายลวรณ กล่าว

สำหรับข้อสังเกตที่ว่าควรรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วเสร็จก่อน ซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลาราว 2 สัปดาห์นั้น นายลวรณ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นความเดือดร้อนของประชาชน จึงไม่สามารถรอได้ เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว และจำเป็นต้องเร่งหามาตรการเยียวยาผลกระทบโดยเร็ว

อย่างไรก็ดี การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 2 พันล้านบาทต่อเดือน ซึ่งยอมรับว่าอาจกระทบต่อเป้าหมายการจัดเก็บรายได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างเร่งประเมินสถานการณ์ ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังก็ต้องพิจารณาแนวทางหารายได้เพิ่มเติมเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป เช่น รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากการนำเข้าที่ขยายตัวตามอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า ซึ่งทำให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น โดยยืนยันว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การจัดเก็บรายได้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย
 

ในด้านเศรษฐกิจ นายลวรณ ยอมรับว่า ปัจจัยเสี่ยงจากวิกฤติพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยขณะนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ อยู่ระหว่างเร่งประเมินตัวเลข เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ ขณะที่ สศค. เองก็อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินภาพรวมเช่นกัน

ส่วนมาตรการเติมเงินพิเศษเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 1 เดือน ให้ผู้ถือบัตรราว 13.4 ล้านราย เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้วงเงินซื้อสินค้ารวมเพิ่มเป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน จากปกติ 300 บาทนั้น นายลวรณ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้เป็นเรื่องของการใช้งบกลาง ซึ่งต้องขอความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน โดยเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน และยืนยันว่าจะสามารถเติมเงินได้ภายในเดือน เม.ย. 2569 อย่างแน่นอน ภายในรอบ 30 วัน

ขณะที่มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบนั้น จะเน้นดูแลผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีเป็นหลัก ส่วนรายละเอียดเรื่องวงเงินกู้ต่อราย คุณสมบัติ และอัตราดอกเบี้ย คาดว่าธนาคารออมสินจะเร่งออกหลักเกณฑ์ตามมาโดยเร็ว

อย่างไรก็ดี ในส่วนของข้อเสนอให้จัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่น เพื่อนำมาอุดหนุนราคาน้ำมันให้ประชาชนนั้น นายลวรณ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 ยังไม่ได้มีการหารือในระดับนโยบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แม้ว่ากระทรวงการคลังจะเคยศึกษาแนวทางไว้ก่อนหน้านี้ก็ตาม

ทั้งนี้ มองว่าแนวคิดดังกล่าวยังดำเนินการได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง ปรับขึ้นลงเกือบทุกวันในลักษณะใกล้เคียงกับราคาทองคำ ดังนั้น หากจะดำเนินการจริงก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพราะหากจะจัดเก็บภาษีลาภลอยในช่วงที่โรงกลั่นมีกำไร ก็อาจต้องพิจารณาควบคู่กับช่วงที่ราคาน้ำมันปรับลดลงและผู้ประกอบการขาดทุนด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

รวมพลังเพื่อก้าวใหม่! "ศุภชัย – บุษดี เจียรวนนท์" ผนึกราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธฯ ขับเคลื่อนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” ระดมทุนจัดหาเครื่องมือแพทย์ให้ 13 รพ. ทั่วไทย