posttoday

สงครามพ่นพิษ จับตาส่งออกไทยโตต่ำ 1% สะเทือน SME เสี่ยงตกงาน 7.1 ล้านราย

25 มีนาคม 2569

พิษสงครามตะวันออกกลาง จับตาส่งออกไทยปี 69 ขยายตัวต่ำกว่า 1% กระทบ SME 2 ล้านราย แบกรับต้นทุนพุ่ง กดดันผลประกอบการธุรกิจ เสี่ยงแรงงานตกงานพุ่ง 7.1 ล้านราย

KEY

POINTS

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้การส่งออกของไทยในปี 2569 ขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% จากปัญหาค่าขนส่งที่สูงขึ้นและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
  • ผลกระทบจากสงครามทำให้ต้นทุนด้านพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบสูงขึ้น สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อธุรกิจ SME กว่า 2 ล้านราย หรือคิดเป็น 61% ของ SME ทั้งหมด
  • แรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม SME อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคแรงงาน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการจ้างงานของแรงงานกว่า 7.1 ล้านคน

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ภาพรวมการส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังคงรักษาการขยายตัวได้ที่ 9.9% (YoY) แม้จะเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 ที่ขยายตัวสูงถึง 24.4% 

สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ AI เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน

การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวสูงแม้ในอัตราชะลอลงที่ 56.8%YoY (contribution to growth 9.5%) นำโดยการส่งออกคอมพิวเตอร์ (ไม่รวม HDDs) อุปกรณ์สื่อสาร และหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งยังได้รับปัจจัยหนุนจากขาขึ้นของวัฏจักรสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center) 

การส่งออกสินค้าที่เคยถูกสหรัฐฯ จัดเก็บภาษี Reciprocal Tariffs เติบโตชะลอลง อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ อย่างไรก็ดี หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสิน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ยกเลิกมาตรการภาษีฯ ดังกล่าว คาดว่าอาจจะเห็นการเร่งตัวของสินค้าส่งออกกลุ่มนี้บ้าง อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการภาษีที่จะออกมาเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 โดยทั่วไปมีระยะเวลาการพิจารณาราว 6-12 เดือน 

อัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำปรับลดลง -30%YoY (contribution to growth -2.6%) หดตัวจากการส่งออกไปอินเดียเป็นสำคัญ เนื่องจากในช่วงต้นปี 2568 ผู้ประกอบการอาศัยช่องโหว่นำเข้าแพลตินัมผสมทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษีนำเข้าทองคำที่สูงกว่า อย่างไรก็ดี ปัจจัยฐานสูงจะลดลงในเดือนมี.ค. เป็นต้นไปจากมาตรการจำกัดการนำเข้าของอินเดียที่เข้มงวดขึ้น 

มรสุมขัดแย้งตะวันออกกลาง กดส่งออก เสี่ยงโตต่ำกว่า 1%

แม้จะมีปัจจัยหนุนจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับประมาณการว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่า 1% (จากเดิมที่คาดไว้ 1.6%) หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อ โดยมี 5 ปัจจัยเสี่ยง ดังนี้

1) การส่งออกไปตะวันออกกลางเสี่ยงชะงักรุนแรง การส่งออกไปตะวันออกกลางมีสัดส่วน 3-4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูปคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากพึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10%  ท่ามกลางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและคลองสุเอซที่ชะงักงันจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย 

2) ภาพรวมค่าขนส่งสินค้าปรับสูงขึ้น ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงก่อนเกิดการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 โดยเฉพาะค่าระวางเรือจากไทยไปยุโรปปรับเพิ่มขึ้นราว 14-17% โดยการส่งออกไปยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกา ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน

3) แนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และส่งผลให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบอยู่ระดับเหนือกว่า 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง จะกระทบอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ 

4) รัฐบาลออกมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศ ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมา โดยมูลค่าการส่งออกเชื้อเพลิงที่ถูกระงับคิดเป็นเกือบ 80% ของการส่งออกเชื้อเพลิงทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลงเช่นกันจากการชะงักของอุปทานจากตะวันออกกลาง ขณะที่ระดับราคาที่สูงขึ้นอาจทำให้มูลค่าการค้าปรับเพิ่มขึ้น

5) การขาดแคลนวัตถุดิบกระทบการผลิตและการส่งออก ตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรียราว 1 ใน 3 ของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบการขนส่งสินค้า โดยราคาปุ๋ย ณ วันที่ 20 มี.ค. 2569 ปรับเพิ่มขึ้นราว 23% จากช่วงก่อนที่อิหร่านจะถูกโจมตี ขณะเดียวกัน วัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้าและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังภาคการผลิตและภาคการเกษตร ตลอดจนการส่งออกของไทย

กระทบ SME กว่า 2 ล้านราย เสี่ยงตกงาน 7.1 ล้านราย

ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังระบุว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ยืดเยื้อ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจให้เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนตามราคาพลังงาน ขนส่ง วัตถุดิบปิโตรเคมี และการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาพลังงาน-ขนส่ง-ปุ๋ย-พลาสติกสูง เช่น ภาคไฟฟ้า ยางและพลาสติก ขนส่ง ที่มีสัดส่วนต้นทุนทั้ง 4 กลุ่ม มากกว่า 30%   

ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น จะยิ่งส่งผลกดดันผลประกอบการธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ในอุตสาหกรรมเหล่านี้กว่า 2 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 61% ของจำนวน SMEs ทั้งหมด และเสี่ยงกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานแรงงานกว่า 7.1 ล้านราย 

กลุ่ม SMEs ที่มี Gross Profit Margin ต่ำ เช่น เกษตร ประมง ค้าส่ง/ปลีก สิ่งทอ และพลาสติก ซึ่งเฉลี่ยต่ำกว่า 20% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ SMEs ทุกอุตสาหกรรมที่ราว 28% จะยิ่งเผชิญความลำบาก 

สงครามพ่นพิษ จับตาส่งออกไทยโตต่ำ 1% สะเทือน SME เสี่ยงตกงาน 7.1 ล้านราย

แม้การส่งออกไทยจะได้รับแรงหนุนจากกระแสเทคโนโลยีโลก แต่ความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางและนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ภาคส่วนต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานโลก

ข่าวล่าสุด

กรมธุรกิจพลังงานยันน้ำมันไทยมั่นคง ผลิตดีเซล 90 ล้านลิตร ลุยปราบกักตุน