
แบงก์เครียดบริหารเงิน1.5ล้านล้าน
กสิกรผวาปีนี้คุมทิศทางลำบาก ตราสารหนี้นำโด่งฟันกำไรอื้อ
โพสต์ทูเดย์
— กสิกรเผยสภาพคล่องดอกเบี้ยขึ้น กระทบแผนบริหารพอร์ตลงทุนแบงก์บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การบริหารพอร์ตเงินลงทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2554 จะเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจ และการปล่อยสินเชื่อที่เติบโตต่อเนื่อง จนอาจทำให้มีความจำเป็นที่จะบริหารจัดการสภาพคล่อง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปเงินลงทุนในหลักทรัพย์ ให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ
ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ยังอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการ บริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตของเงินลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งประกอบไปด้วยตราสารหนี้อีกด้วย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า พอร์ตของเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ ในช่วงปลายปี 2553 ที่ผ่านมา มียอดคงค้าง 1.5 ล้านล้านบาท โดยในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ที่การปล่อยสินเชื่อได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจ การบริหารพอร์ตเงินลงทุนถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการประคับประคองความสามารถในการทำกำไรในภาพรวม นอกเหนือไปจากบทบาทในการดำรงไว้ซึ่งสภาพคล่องเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจและการปฏิบัติตามการดำรงอัตราส่วนต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
“
องค์ประกอบหลักของเงินลงทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยเน้นไปที่เงินลงทุนในตราสารหนี้” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น จะหนุนให้ธนาคารพาณิชย์ไทยได้รับผลตอบแทนแท้จริงในรูปแบบดอกเบี้ยและเงินปันผลรับจากพอร์ตเงินลงทุน (Effective Yields) ที่สูงขึ้น โดยคาดว่าจะมากกว่าในปี 2553 ที่ประมาณ 3.19% ต่อปี ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยประคองฐานะการดำเนินงานในปี 2554 ได้
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจอยู่ที่การบริหารจัดการผลกระทบจากการ MarktoMarket ในจังหวะที่อัตราดอกเบี้ย และ/หรือผลตอบแทนตราสารหนี้ผันผวนในขาขึ้น
จากการคำนวณเบื้องต้นของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 0.25% จะส่งผลให้มูลค่าของพอร์ตเงินลงทุนตราสารหนี้โดยรวมของธนาคารพาณิชย์ไทยจากการ MarktoMarket ลดลงประมาณ 0.67%
อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ กฎระเบียบต่างๆ ที่ทยอยมีผลบังคับใช้ในอนาคต เช่น Basel 3 และมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ เป็นตัวผลักดันธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตลงทุนมากขึ้นแต่จุดสนใจคงอยู่ที่การบริหารจัดการผลกระทบจากการ MarktoMarket ของตราสารหนี้ ทั้งประเภทเพื่อค้าและเผื่อขาย ที่จะสะท้อนผลกระทบผ่านงบกำไรขาดทุนและส่วนของผู้ถือหุ้น5 (มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 1 (ปรับปรุง 2552) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2554 ผลกระทบจากการ MarktoMarket ของตราสารหนี้เผื่อขาย จะอยู่ในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ) ตามลำดับ ซึ่งบทสรุปของผลกระทบท้ายสุดของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งจะมากน้อยเพียงใดนั้น นอกจากจะขึ้นกับกลยุทธ์การบริหารพอร์ตเงินลงทุนแล้ว ก็ยังเกี่ยวพันถึงมุมมองต่อแนวโน้มตลาดที่แม่นยำกว่าคู่แข่ง อันจะช่วยให้การบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทิศทางสภาพคล่อง และทิศทางดอกเบี้ยที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว โดยในมาตรฐาน Basel 3 นั้นธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการเพิ่มความเข้มแข็งของเงินทุน มากขึ้นเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถดำเนินงานได้ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งพอร์ตเงินลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูงจะเป็นส่วนหนึ่งของ Liquidity Buffer ใน Basel 3 ในส่วนของมาตรฐานการบัญชี ที่จะมีผลบังคับใช้นั้น ก็อาจส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทของตราสารหนี้ ทำได้ยากขึ้น ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ น่าจะทำให้การบริหารพอร์ตของธนาคารพาณิชย์ไทย มีความท้าทายมากขึ้นในอนาคตไม่มากก็น้อย







