น้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ รัฐบาลไทยเจอโจทย์ใหญ่พยุงราคา
ราคาน้ำมันโลกพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันเศรษฐกิจไทย รัฐบาลเร่งประเมินมาตรการรับมือ ทั้งใช้กองทุนน้ำมัน ลดภาษีดีเซล หรือกู้เงินเพิ่ม ท่ามกลางข้อจำกัดหนี้สาธารณะใกล้เพดานวินัยการคลัง
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจของไทย
- รัฐบาลกำลังใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อตรึงราคาดีเซล แต่สถานะกองทุนเริ่มตึงตัวและอาจพยุงราคาได้อีกไม่นาน
- รัฐบาลเผชิญโจทย์สำคัญในการเลือกใช้มาตรการเพิ่มเติมระหว่างการลดภาษีสรรพสามิต หรือการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งล้วนส่งผลต่อวินัยการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ รวมถึงไทย หลายรัฐบาลเริ่มเตรียมมาตรการรับมือ เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบเพียงราคาขายปลีกในประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับไทย รัฐบาลต้องเร่งประเมินมาตรการรับมือ เพื่อไม่ให้ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคขนส่ง ขณะที่เครื่องมือสำคัญในการดูดซับแรงกระแทกราคาอย่าง “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” กำลังเผชิญข้อจำกัดและเริ่มตึงตัวอีกครั้ง
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่รัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 29.94 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนขนส่ง
อย่างไรก็ตาม การตรึงราคาดังกล่าวต้องใช้เงินจาก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาอุดหนุนเฉลี่ยถึง 9.57 บาทต่อลิตร ส่งผลให้เงินไหลออกจากกองทุนประมาณ วันละ 700 ล้านบาท
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ว่า กองทุนน้ำมันยังสามารถ พยุงราคาดีเซลได้อีกประมาณ 15 วัน หลังจากนั้นรัฐบาลจะต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติม โดยระบุว่า หากจำเป็นอาจต้องออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
กองทุนน้ำมัน...กันชนด่านแรก
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเริ่มกลับมาเป็นบวก หลังจากเคยติดลบหนักในช่วงวิกฤตราคาพลังงานก่อนหน้า ข้อมูลล่าสุดระบุว่า สถานะกองทุนวันที่ 1 ก.พ.2569
• เงินกองทุนคงเหลือประมาณ 505 ล้านบาท
• แต่ยังมี ภาระหนี้สะสมกว่า 61,543 ล้านบาท
หมายความว่า หากราคาน้ำมันโลกยังสูงต่อเนื่อง กองทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอหรือไม่ในการพยุงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
ทางเลือกถัดไป “กู้เงินเพิ่ม”
หนึ่งในเครื่องมือที่รัฐบาลเคยนำมา คือ การกู้เงินให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ที่ผ่านมา รัฐบาลเคยออกกฎหมายเปิดทางให้ กระทรวงการคลัง ค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้พยุงราคาพลังงาน
กองทุนน้ำมันได้กู้เงินไปแล้วประมาณ 105,333 ล้านบาท จากกรอบค้ำประกันสูงสุด 150,000 ล้านบาท
หลังจากสถานการณ์ราคาพลังงานเริ่มคลี่คลาย กองทุนได้เริ่มทยอยชำระหนี้ตั้งแต่ปลายปี 2567 และปัจจุบันยังมีหนี้คงเหลือประมาณ 30,000 ล้านบาท
ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่า หากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน การกู้เงินเพิ่มเติมอาจกลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐบาลต้องพิจารณาอีกครั้ง
ทางเลือกที่สอง “ลดภาษีน้ำมัน”
อีกเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลสามารถใช้ได้ทันที คือ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
มาตรการนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมสรรพสามิต ภายใต้กระทรวงการคลัง ซึ่งสามารถลดภาษีชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งก่อนหน้านี้ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า "การใช้มาตรการทางภาษี จะเป็นมาตรการท้าย ๆ ที่จะถูกนำมาใช้ โดยด่านแรกจะเป็นหน้าที่ของกองทุนฯ หากฝ่ายนโยบายสั่งการลงมา กรมฯก็พร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่และทันที"
ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565-2566 รัฐบาลเคยใช้มาตรการลดภาษีดีเซลหลายครั้ง หลังจากกองทุนน้ำมันเริ่มแบกรับภาระไม่ไหว
ตัวอย่างเช่น
• 15 ก.พ. 2565 ลดภาษีดีเซล 3 บาทต่อลิตร
ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 17,100 ล้านบาท
• 17 พ.ค. 2565 ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ รัฐเพิ่มการลดภาษีเป็น 5 บาทต่อลิตร
จากนั้นมีการ ขยายมาตรการลดภาษี 5 บาทต่อลิตรต่อเนื่องหลายครั้ง ในช่วงปี 2565-2566
ต่อมาในปี 2566 รัฐบาลนำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ได้กลับมาใช้มาตรการลดภาษีดีเซลอีกครั้งที่ 2.50 บาทต่อลิตร
รวมถึงการลดภาษีเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2567 เมื่อรวมมาตรการทั้งหมดตั้งแต่ปี 2565-2567 ส่งผลให้รัฐ สูญเสียรายได้จากภาษีรวมประมาณ 178,100 ล้านบาท
โจทย์สำคัญของกระทรวงการคลัง
สถานการณ์ครั้งนี้ทำให้บทบาทของกระทรวงการคลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะต้องตัดสินใจระหว่าง ใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาต่อไป ,ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือ กู้เงินเพิ่ม ซึ่งทุกทางเลือกมีต้นทุนทางการคลัง และข้อจำกัดสำคัญคือ ระดับหนี้สาธารณะของประเทศ
หนี้สาธารณะไทยใกล้เพดาน
ข้อมูลจาก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ระบุว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 สัดส่วนหนี้สาธารณะไทย อยู่ที่ประมาณ 12.45 ล้านล้านบาท หรือราว 66% ของ GDP จากกรอบเพดานวินัยการคลังที่กำหนดไว้ ไม่เกิน 70% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลประเมินว่าในปีงบประมาณ 2569 สัดส่วนหนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 68% ของ GDP หมายความว่า พื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลเริ่มจำกัดมากขึ้น
ระหว่างค่าครองชีพกับวินัยการคลัง
แม้ภาครัฐยืนยันว่าไทยยังมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ จากเครือข่ายจัดหาพลังงานของบริษัทพลังงานของรัฐ ที่กระจายอยู่หลายภูมิภาคทั่วโลก แต่หากราคาน้ำมันโลกยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการขนาดใหญ่เหมือนในอดีต ทั้งการลดภาษีน้ำมัน หรือการกู้เงินมาพยุงราคา
ท้ายที่สุด ต้นทุนของมาตรการพยุงราคาพลังงานจะย้อนกลับมากดดันฐานะการคลัง ทำให้โจทย์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพยุงราคาหน้าปั๊ม แต่คือ "การหาสมดุลระหว่างการช่วยประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังในระยะยาว"


