สงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจโลกและไทย
SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อเร่วตัว กระทบเศรษฐกิจโลกต่ำ ฉุด GDP ปี 69 ลดลง 0.3-0.8% เสี่ยงกระทบธุรกิจด้านพลังงาน ขนส่ง และวัตถุดิบ
KEY
POINTS
- SCB EIC ชี้สงครามในตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น
- ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยตรง ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ลดกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมโตต่ำ
- เศรษฐกิจไทย พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันได้รับผลกระทบหนัก ทั้งจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ดุลการค้าที่แย่ลง การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ฉุด GDP ไทย ปี 69 ลดลง 0.3-0.8%
สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. เริ่มลุกลามไปประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นเกิน 80 USD/bbl (+30% จากจุดต่ำสุดในเดือน ม.ค.) จากความเสี่ยงการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบสำคัญที่ใช้ขนส่งพลังงานกว่า 20% ของโลก
ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง และแนวโน้มราคาน้ำมันโลก
SCB EIC ประเมินฉากทัศน์ราคาน้ำมันดิบโลกภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยพิจารณาความรุนแรงของเหตุการณ์ และระยะเวลาการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงาน ดังนี้
1.ความขัดแย้งยุติภายใน 2 สัปดาห์ (Quick De-escalation)
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ผ่านการเจรจาและมีแรงกดดันจากประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสำคัญจากอิหร่าน (เช่น จีน) ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ การขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางนี้สะดุดแค่ชั่วคราวและกลับสู่ภาวะปกติได้ภายใน 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเป็นแค่ Geopolitical risk premium ระยะสั้น
2.การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดนาน 2-6 สัปดาห์ (Extended Strait Disruption - กรณีฐาน)
อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วนในภูมิภาค สถานการณ์นี้มีความเป็นไปได้สูงขึ้นมาก หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอาจใช้เวลาราว 4 สัปดาห์ เพื่อทำลายศักยภาพทางทหารและกองกำลังทางเรือของอิหร่าน จึงมีความเสี่ยงในการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงนี้
3.ความขัดแย้งยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน (Prolonged war and Strait Disruption)
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพิ่มเติมในภูมิภาค การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านใช้เวลานานกว่าที่ประกาศไว้ เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและกระทบความปลอดภัยของการขนส่งพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นวงกว้าง
4.ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามภูมิภาค (Regional war - กรณี Worst)
ความตึงเครียดลุกลามจากความขัดแย้งเฉพาะจุด (Localized conflict) ไปสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) ทำให้เกิดการหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์พลังงานทั้งภูมิภาค ระยะเวลาของสงครามไม่อาจคาดเดาได้ และอาจทำให้เกิด "Demand Destruction" ได้ ณ ระดับราคาน้ำมันดิบที่สูงถึง 100-110 USD/bbl
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง ผลกระทบสำคัญคือ
1.เงินเฟ้อโลกเร่งตัวจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น หากราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศเศรษฐกิจหลักสูงขึ้นราว 0.2 percentage points ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปรับขึ้นสู่ระดับ 75 USD/bbl เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 0.4 percentage points สำหรับกรณีที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเร่งตัวถึง 100 USD/bbl เงินเฟ้อโลกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 0.6-0.7 percentage points ผ่านช่องทางต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อครัวเรือนและเพิ่มต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ
2.เศรษฐกิจโลกแย่ลง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสามารถส่งผ่านผลกระทบมายังเศรษฐกิจโลกได้หลายช่องทาง เช่น ราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น การค้าโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ลดลง และความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% จากกรณีฐานจะทำให้ GDP โลกลดลงประมาณ 0.1-0.3 percentage points ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ย 75 USD/bbl GDP โลกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวลดลงราว 0.2-0.4 percentage points
นัยต่อนโยบายการเงินโลก ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น เพื่อประเมินระดับความรุนแรง ความยืดเยื้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายชะลอออกไป จากความกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะเร่งตัวตามราคาพลังงานโลก ซ้ำเติมผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีอยู่
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อปัจจัยราคาน้ำมันโลกสูง เพราะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net oil importer) ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสุทธิราว 8% ต่อ GDP (ข้อมูลเฉลี่ยปี 2022-2024) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของไทยยังเป็นรองคู่แข่งในภูมิภาค เห็นได้จาก Energy intensity ของไทยที่สูงกว่าหลายประเทศ
SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่
1.เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน
ราคาพลังงานโลกที่เร่งตัวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อไทย ผ่านราคาสินค้าพลังงาน (Energy CPI) สัดส่วนราว 12% ในตะกร้าเงินเฟ้อผู้บริโภคไทย และราคาสินค้าอื่นในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐานบางชนิดที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันด้วย เช่น ราคาอาหารสำเร็จรูป และค่าเดินทาง SCB EIC ประเมินในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.5% ในกรณีเลวร้ายที่ความตึงเครียดลุกลามเป็น Regional war ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยสูงถึง 107 USD/bbl อัตราเงินเฟ้อไทยจะเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ระดับมากกว่า 4% สูงกว่าขอบบนของเป้าเงินเฟ้อไทย
ในระยะสั้นภาครัฐอาจเข้าอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้เงินเฟ้อจะยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก อย่างไรก็ดี หากราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นมากเป็นเวลานาน ฐานะของกองทุนน้ำมันฯ จะเสี่ยงขาดทุนมากขึ้น จนอาจกดดันให้ต้องลดภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน และต้องทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศที่ตรึงไว้ ภาคครัวเรือนอาจได้รับผลกระทบผ่านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนราว 11% ของรายจ่ายครัวเรือนไทย (NSO, ปี 2025) กำลังซื้อลดลง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลง
2.การค้าระหว่างประเทศ
ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มปรับแย่ลง ทั้งการนำเข้าและส่งออก ด้านการนำเข้า แม้ไทยมีสัดส่วนนำเข้าจากตะวันออกกลางไม่มาก 9.2% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 แต่ไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิและพึ่งพาตะวันออกกลางเป็นแหล่งนำเข้าหลักด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบ (58% ของการนำเข้าจากตะวันออกกลาง และ 59% ของการนำเข้าพลังงานจากทุกแหล่งของไทย)
ด้านการส่งออก แม้ไทยอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งออกไปตะวันออกกลางไม่มาก เพราะสัดส่วนส่งออกไปตะวันออกกลางมีเพียง 3.7% ของการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่า โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าและราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลกดดันดุลการค้าไทยเพิ่มเติม
3.การท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จาก
3.1 การหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง หลายประเทศในภูมิภาคประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกยกเลิกเที่ยวบินและหลีกเลี่ยงเส้นทางตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด นอกจากนี้ ช่วงนี้เป็นเดือนเราะมะฎอน การเดินทางระหว่างประเทศของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงอยู่ก่อนแล้ว
3.2 การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาติอื่น ทั้งกลุ่มที่เดินทางผ่านสายการบินอาหรับ เช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad (สัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด) ส่วนใหญ่มาจากแถบยุโรป อีกทั้ง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เร่งตัว การปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน และปริมาณเที่ยวบินที่มีจำกัด อาจกดดันความต้องการเดินทางในเส้นทางบินอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวบางส่วนอาจตัดสินใจชะลอการเดินทางออกไปจากประเด็นความปลอดภัย
4.ตลาดการเงิน
ตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางจนถึง 6 มี.ค. บาทอ่อนค่าแรงถึง -2.2% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า 1.4% ส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินสกุลหลักอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ เช่น ยูโร และเยน ในระยะสั้นที่สงครามยังไม่มีข้อยุติ มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่แย่ลง ในกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อนัก มุมมอง USDTHB ในระยะสั้นอยู่ที่ 31.25-31.75 และอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี ในกรณีสงครามรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยปรับสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล USDTHB บาทอาจอ่อนค่าที่ 32.50-33.50 เนื่องจากนักลงทุนโลกอาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือครองดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่า
SCB EIC ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากช่องทางหลักที่ถูกกระทบ ในกรณีฐานสงครามยุติภายใน 2-6 สัปดาห์ เศรษฐกิจไทยปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวลดลงจากเดิมราว 0.3 percentage points แต่หากสงครามลุกลามจนเป็น Regional war อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงจากเดิมสูงถึง 0.7 – 0.8 percentage points
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย
SCB EIC ประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในหลายมิติ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรวมแม้ไทยจะส่งออกไปตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย แต่มีบางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ทำให้จะยังคงได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท และรถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ แม้ไม่ได้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมากนัก แต่หลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจส่งออกที่อาจเผชิญปัญหาด้านการขนส่งที่อาจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง กระทบต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิตสำคัญ ๆ จะเร่งตัวขึ้น อาทิ สินแร่ สินค้าเกษตร ปุ๋ย ผลกระทบดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงเป็นลูกโซ่และอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจไทยหลายสาขาใน Supply chain อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่ผลกระทบต่อภาคบริการ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและ Healthcare ยังต้องติดตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาด้านการเดินทางและความกังวลด้านความปลอดภัย
อย่างไรก็ดี แม้หลายธุรกิจจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่บางกลุ่มธุรกิจอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีพในช่วงวิกฤติ ซึ่งหลายประเทศในตะวันออกกลางอาจต้องเร่งกักตุนสินค้า จึงอาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยสามารถคว้าโอกาสเติบโตได้ หากสามารถหาลู่ทางในการส่งออกได้ เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรบางประเภท โดยเฉพาะพืชพลังงานที่จะได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก
นัยต่อนโยบาย
SCB EIC ประเมินภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศและอยู่ระหว่างขนส่ง (ทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) เพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน (กระทรวงพลังงานประกาศ ณ 5 มี.ค.) นอกจากนี้ ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันดิบและสำเร็จรูป เร่งหาซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น ผลิตก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มเพื่อทดแทน รวมถึงให้โรงไฟฟ้าลดใช้ก๊าซและเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ รวมถึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ 3 มี.ค. รัฐบาลไทยได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน
SCB EIC มองว่าสงครามในตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจไทย จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะเห็นนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยระดับของการผ่อนคลายจะขึ้นกับฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง


