“ผยง ศรีวณิช” ชี้เสถียรภาพรัฐบาล-ความต่อเนื่องนโยบาย กุญแจปฏิรูปไทย
“ผยง ศรีวณิช” หัวเรือใหญ่ KTB ย้ำเสถียรภาพรัฐคือหัวใจสร้างความเชื่อมั่น ชูหลักคิด Reinvent Thailand เร่งขับเคลื่อนต่อเนื่อง พร้อมแก้กฎหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้าง ทลายข้อจำกัดขวางการเติบโตประเทศ
KEY
POINTS
- "ผยง ศรีวณิช" ชี้ว่าเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
- ความต่อเนื่องเชิงนโยบายเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเสนอให้สานต่อกรอบความคิดเดิมเพื่อขับเคลื่อนแผนงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
- การปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อทลายข้อจำกัดและรองรับความท้าทายใหม่ๆ
ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักคือ “การสร้างความต่อเนื่องและความมั่นคงเชิงนโยบาย” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะในมิติของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน
“ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB สะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักคิด การบังคับใช้กฎหมาย และเสถียรภาพของรัฐบาล
การสืบสานหลักคิดและการสร้างความต่อเนื่องเชิงยุทธภาพ
พื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายในปัจจุบัน ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีการนำเสนอไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะหลักคิด “Reinvent Thailand” ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนที่ได้ขับเคลื่อน “Quick Big Win” ดังนั้นต้องการให้ดำเนินการไปในลักษณะเดียวกัน สอดคล้องกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่า Framework นั้นจะสามารถเร่งขับเคลื่อนให้เกิดความต่อเนื่อง เพื่อให้แผนงานต่าง ๆ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เสถียรภาพและความเชื่อมั่น กุญแจสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด
ปัจจัยหลักที่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้คือ “เสถียรภาพ” เมื่อรัฐบาลมีความมั่นคง ความมั่นใจจากภาคส่วนต่าง ๆ จะตามมา ซึ่งความเชื่อมั่นนี้เองที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันประเด็นที่ยากและซับซ้อน โดยเฉพาะในเรื่องที่ต้องอาศัยการตัดสินใจเด็ดขาดและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหาไม่ติดขัดและสามารถเดินหน้าไปตามแผนงานที่วางไว้
ปฏิรูปกฎหมายเพื่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน
หนึ่งในมิติที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาเชิงลึก คือ การมองไปที่ “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ซึ่งการจะแก้ปัญหาให้ตรงจุดและยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีการ “แก้กฎหมาย” เนื่องจากการดำเนินงานภายใต้กรอบระเบียบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับความท้าทายใหม่ ๆ หรือการทลายข้อจำกัดที่ขัดขวางการเติบโตของประเทศ


