เอกนิติ ชี้ GDP ปี 68 โตทะลุ 2.2% ดันเม็ดเงิน 4.8 แสนล. ปักธงปี 69 ปีแห่งการลงทุน
เอกนิติ มั่นใจ GDP ปี 68 โตทะลุ 2.2% จากส่งออก-มาตรการ Quick Win เร่งปลดล็อกลงทุน BOI 4.8 แสนล้านบาท เดินหน้า “ปิดหนี้ไว” ชงคนละครึ่งพลัส ดันทักษะ AI ฟื้นเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้สูงกว่า 2.2% โดยมีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่ฟื้นตัวและผลจากนโยบาย Quick Win
- รัฐบาลตั้งเป้าให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" โดยเร่งปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนที่ค้างอยู่กว่า 4.8 แสนล้านบาท ผ่านกลไก BOI Fast Pass
- เม็ดเงินลงทุน 4.8 แสนล้านบาท จากประมาณ 80 โครงการ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จะขยายตัวได้ดีกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% โดยมีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด และผลจากนโยบาย Quick Win ที่เริ่มส่งผลชัดเจน ทั้งนี้ คาดว่าภาพรวม GDP ทั้งปี 2568 อาจสูงกว่า 2.2% หากไตรมาสสุดท้ายเติบโตได้ตามที่ประเมินไว้
“สสค.คาด GDP ไตรมาส 4 ไว้ที่ 1.8% ซึ่งน่าจะทำได้ แต่ส่วนตัวมองว่าน่าจะดีกว่านั้น จากนโยบาย Quick Win ที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ทำให้ภาพรวมทั้งปีมีโอกาสสูงกว่า 2.2% โดยตั้งเป้าไว้ที่ 3% ขึ้นไป หากไตรมาสสุดท้ายเติบโตได้ตามที่ประเมินไว้ แม้ยังมีข้อจำกัดและต้องรอรัฐบาลใหม่"
ตั้งเป้าปีแห่งการลงทุน ปลดล็อก BOI 4.8 แสนล้าน
นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าให้ปี 2569 นี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยมุ่งเน้นทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปัจจุบันยังมีโครงการลงทุนที่ติดขัดอยู่ราว 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 480,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งผลักดันผ่านกลไก BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกเม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว โดยคาดว่าปีนี้ยอดลงทุน BOI จะสูงกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 9%
“เราได้หารือกับเลขาธิการ BOI เพื่อเร่งปลดล็อกเงินลงทุนต่างชาติที่พร้อมเข้ามา ประมาณ 80 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งคาดว่าไตรมาสแรกจะเริ่มเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัลและสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนเหมือนยิงนกทีเดียวได้สองตัว กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจากการก่อสร้าง และเพิ่มประสิทธิภาพระยะยาว ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น และขีดความสามารถแข่งขันประเทศ ”
เร่งแก้หนี้รายย่อย เติมสภาพคล่อง SME
ในด้านการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ได้เร่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของธนาคารพาณิชย์ที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ตั้งเป้าช่วยประชาชน 1 ล้านคน โดยปัจจุบันดำเนินการแล้วกว่า 100,000 ราย ส่วนลูกหนี้กลุ่ม Non-bank ยังต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณา เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้เร่งคืนภาษีให้ภาคธุรกิจในไตรมาส 4 รวมกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อเติมสภาพคล่องในระบบ พร้อมผลักดันโครงการ SME Credit Boost โดยใช้เงินจาก FIDF ช่วยเสริมสภาพคล่องโดยไม่กระทบงบประมาณรัฐ
เตรียมชง “คนละครึ่งพลัส-TISA” รับรัฐบาลใหม่
สำหรับนโยบายในอนาคต นายเอกนิติ กล่าวว่า มีการเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ในหลายโครงการสำคัญ อาทิ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” วงเงิน 2,000 บาท ซึ่งจะปรับปรุงระบบลงทะเบียนให้สะดวกขึ้น และเน้นการพัฒนาทักษะประชาชน เช่น AI การทำบัญชี และการขายสินค้าออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่ โครงการ Thailand Individual Savings Account (TISA) บัญชีออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคลของประเทศไทย เตรียมเร่งดำเนินการทันทีที่มีรัฐบาลใหม่ เนื่องจากเป็นโครงการที่ตลาดทุนให้การตอบรับดีมาก
นอกจากนี้ ประเทศไทยเตรียมโชว์ศักยภาพในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Bank ในเดือนตุลาคมนี้ โดยตั้งเป้าจะนำเสนอโมเดลการใช้ AI มาช่วยเพิ่มความรู้ให้ประชาชน 20 ล้านคน ส่วนมาตรการภาษีบางอย่าง เช่น การลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 1% ยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้ประกอบการต่อไป


