
กลุ่มเซ็นทรัลหลัง 'อาฟเตอร์ช็อก' ลุยลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท
หลังวิกฤตกลุ่มเซ็นทรัลที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณย่านราชประสงค์ ที่ลุกลามกลายเป็นจลาจลในวันที่ 19 พ.ค. 2553 พร้อมกับมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 3,000 ล้านบาท หลังปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ไปนาน 5 เดือน
ยังไม่นับความรู้สึก
“ช็อก” อย่างหนัก กับภาพของห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ที่พังครืนลงมาต่อหน้าทันทีที่เหตุการณ์ทมิฬผ่านพ้นไป
“กลุ่มเซ็นทรัล” ได้ฮึดเดินหน้าขยายการลงทุนใหม่ในปี 2554 ด้วยงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท พร้อมกับแนวคิดในเชิงบวกที่มั่นใจภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตดีแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงแฝงอยู่ก็ตามสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล (ซีจี) กล่าวว่า งบลงทุนในปีนี้เตรียมไว้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้งบลงทุน 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ใช้ไปจริง 1.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากได้ชะลอการลงทุนหลายโครงการจากผลกระทบทางการเมือง อาทิ การปิดปรับปรุงเซ็นทรัลลาดพร้าว เป็นต้น
ขณะที่โครงการลงทุนหลักในปีนี้ แบ่งสัดส่วนลงทุน 80% ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ภายใต้บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น (ซีอาร์ซี) และการพัฒนาศูนย์การค้าในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (ซีพีเอ็น)
สำหรับโครงการเปิดใหม่ในปีนี้ อาทิ เซ็นทรัลแอมบาสซี บนที่ดินสถานทูตอังกฤษ โครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล สาขา เชียงราย พิษณุโลก พระราม 9 สุราษฎร์ธานี และการลงทุนในจีน รวมถึงการมองโอกาสลงทุนในประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย และเวียดนาม โดยมองทำเลในเอเชียเป็นหลักจากศักยภาพเศรษฐกิจที่เติบโตสูง
งบที่เหลือ 20% จะเป็นการลงทุนในกลุ่มโรงแรม โครงการใหม่ เช่น โรงแรมฮิลตัน พัทยา โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท ภูเก็ต รวมทั้งการขยายการลงทุนในธุรกิจอาหารแบรนด์ใหม่ ซึ่งประกอบด้วย เดอะ เทอร์เรซ โคลด์ สโตน ชาบูตง เคเอฟซี มิสเตอร์โดนัท และอานตี้ แอนน์ เป็นต้น โดยกลุ่มซีจียังให้ความสำคัญในการขยายธุรกิจผ่านรูปแบบการควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง
“
ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวและส่งผลดีด้านการลงทุน แม้การเมืองยังไม่สงบนัก แต่จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อดีขึ้น ซึ่งทางกลุ่มเซ็นทรัลเคยผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง ได้บทเรียนและวิเคราะห์ว่าควรป้องกันอย่างไร หากมีวิกฤตอีกเชื่อว่าจะอยู่ได้”สำหรับผลประกอบการในปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 12% หรือคิดเป็นรายได้ราว 133,500 ล้านบาท หากสถานการณ์ประเทศไทยปกติ โดยในปีที่ผ่านมาธุรกิจในกลุ่มบริษัทซีจีมียอดขายรวม 119,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8% เพราะผลกระทบการชุมนุมทางการเมืองในประเทศ ทำให้ต้องปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ไปถึง 9 เดือนเต็ม โดยกลุ่มโรงแรมเติบโตน้อยสุดเพราะนักท่องเที่ยวไม่เดินทางเข้ามาเมืองไทย
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ยังต้องระวังเรื่องการเมืองในประเทศ หากการเมืองไม่ดีจะเกิดผลกระทบเช่นเดียวกับปีก่อน โดยเห็นว่าการประท้วงสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายและเป็นห่วงว่าจะบานปลาย แต่คิดว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนครั้งที่ผ่านมา
“
เรื่องที่จับตาเป็นพิเศษ คือการเลือกตั้งว่าผลจะออกมาอย่างไร รวมถึงเรื่องที่หลายกลุ่มมาเดินประท้วง ส่วนกรณีสถานการณ์ในกัมพูชาไม่กระทบกับกลุ่มเพราะไม่ได้ลงทุนในประเทศนี้”ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัลยังได้จัดการกับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อาฟเตอร์ช็อกในปีที่ผ่านมา ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นแก่พันธมิตรทางการค้าและลูกค้า โดยตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลเรื่องกิจการวิกฤต (ไครซิส แมนเนจเมนต์ บอร์ด) เพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ และมีหน้าที่วางแผนและดูแลความปลอดภัยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคลหรือทรัพย์สิน โดยมี พล.อ.พิษณุ อุไรเลิศ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ามานั่งเป็นประธานบอร์ด
ซึ่งจากปัจจัยลบทางการเมืองที่เกิดขึ้นส่งผลให้บริษัทต้องตั้งหน่วยงานดังกล่าวเข้ามาช่วยดูแลอย่างจริงจัง หลังจากช่วงต้นปี 2553 ที่บริษัทตั้งคณะทำงานดังกล่าวเข้ามาช่วยดูแลชั่วคราว
ทั้งนี้ แม้กลุ่มบริษัท เซ็นทรัล จะมองทิศทางธุรกิจในปีนี้เป็นบวก แต่ก็ยอมรับว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงอย่าง
“ปัญหาการเมือง” ยืนรอคุมเชิงอยู่ ซึ่งแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุด คือ ขอให้มีความสามัคคีในชาติเกิดขึ้น






