เอกนิติ ชูยุทธศาสตร์ รีเซตศก.ไทย 4 ด้าน ปักธงปี 2569 ปีแห่งการลงทุน
เอกนิติชี้ เศรษฐกิจไทยโตต่ำเพราะกินบุญเก่า จี้ รีเซตเศรษฐกิจไทย 4 ปัญหาใหญ่ ทั้งลงทุนอ่อนแรง เสถียรภาพการคลัง สังคมสูงวัย-เหลื่อมล้ำ และภัยสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันปี 2568 เป็นปีแห่งการลงทุนใหม่
KEY
POINTS
- เสนอแนวคิดรีเซตเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ผ่านยุทธศาสตร์ 4 ด้าน คือ การเติบโต, เสถียรภาพ, การแก้ปัญหาสังคมสูงวัย-ความเหลื่อมล้ำ และการรับมือภัยสิ่งแวดล้อม
- ตั้งเป้าหมายผลักดันให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" เพื่อกระตุ้นการลงทุนใหม่ในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออกและโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม
- มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว เช่น การสร้างเสถียรภาพทางการคลัง การช่วยเหลือ SMEs และการส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
วันนี้ (2 ธ.ค.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Thailand's Economic Reset ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ในงาน Dinner Talk : Go Thailand 2026 - Beyond Survival โดยระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้อง “รีเซต” โครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. รีเซตการเติบโต-หยุดพึ่งบุญเก่า เร่งลงทุนใหม่
โดยชี้ว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงต่อเนื่อง จากเคยโตเฉลี่ย 7% ในทศวรรษ 2540 เหลือเพียง 2% ในปัจจุบัน สะท้อนว่าไทย “กินบุญเก่า” จากการลงทุนในอดีต โดยสัดส่วนการลงทุนลดจาก 40% ของจีดีพี เหลือเพียง 22%
“ถ้าเทียบว่าประเทศไทยเป็นโรงงาน ก็เก่าจนผลิตของไม่ตรงความต้องการโลก แม้แต่ข้าวยังขายแบบเดิม รถยนต์เปลี่ยนเป็น EV–Hybrid นักท่องเที่ยวต้องการ Wellness เราจำเป็นต้องรีเซตใหม่ทั้งหมด” นายเอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ ได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เห็นพ้องให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” เพื่อเปลี่ยนจากเศรษฐกิจพึ่งส่งออก มาเป็นการเติบโตในประเทศ แก้หนี้ครัวเรือน และพยุง SMEs ให้มีสภาพคล่อง
2. สร้างการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ
แม้ระบบสถาบันการเงินไทยยังแข็งแรง หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต่ำกว่า 3% เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 20% และทุนสำรองสูง แต่ด้านฐานะการคลัง “อ่อนแรง” จนถูกปรับ Outlook เป็น Negative รัฐบาลจึงเร่งแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการชำระคืนหนี้ ธ.ก.ส. และจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อดึงการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของจีดีพีภายในปี 2572
3. รับมือสังคมสูงวัย–เหลื่อมล้ำ–SMEs อ่อนแอ
ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ความเหลื่อมล้ำสูง โดยคนรายได้สูง 20% ครองรายได้ประเทศถึง 50% ส่วนกลุ่มรายได้น้อย 20% มีเพียง 6% ของรายได้รวม
ขณะที่ SMEs จำนวนมากยังขาดสภาพคล่องและผลิตภาพต่ำ วันนี้จึงเสนอแพ็กเกจสนับสนุน SMEs เข้าครม. รวมทั้งมาตรการการเร่งจ่ายเงินในส่วนของคู่ค้าทั้งรายใหญ่ และภาครัฐ โดยใช้การวางบิลผ่านระบบ PromtBiz เพื่อสร้างสถาพคล่อง SMEs ระยะยาว
ด้านปัญหาประชากรน้อยลง จำเป็นต้องเร่ง Reskill–Upskill ทำให้คนไทยเก่งขึ้น ผ่านโครงการใหม่ เช่น คนละครึ่งพลัส แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความสามารถในการค้าขายให้ผู้ประกอบการเข้าถึงดิจิทัล และเข้าถึงสินเชื่อให้มากขึ้น พร้อมการดึงคนที่เป็นบุคคลที่มีความสามารถเปิดให้คนที่มีเก่งมากๆเข้ามาทำงานกับคนไทย แต่ไม่ใช่เรื่องการเข้ามาแบบเป็นแสกมเมอร์
4. รับมือภัยสิ่งแวดล้อม–กติกาโลกใหม่
เอกนิติกล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา คือสัญญาณชัดของปัญหาโลกร้อน รัฐบาลตั้งคณะทำงานถอดบทเรียน โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เพื่อวางมาตรการป้องกันยั่งยืน รวมถึงการเตรียมพร้อมตามกติกาสิ่งแวดล้อมโลก เช่น CBAM และ Green Loan ที่เป็นโอกาสของธุรกิจไทย
การลงทุนอนาคตต้องเน้นพลังงานสะอาด โดยเร่งปลดล็อกกฎ Direct PPA รวมถึงอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น Smart Farming, Food Processing, Smart Electronics–PCB, อุตสาหกรรม EV และ Medical Hub
ปัจจุบันมีโครงการลงทุนกว่า 80 โครงการ มูลค่า 460,000 ล้านบาท ที่ได้รับบัตรส่งเสริมแล้วแต่ยังเริ่มไม่ได้เพราะติดปัญหาน้ำ ไฟฟ้า วีซ่า และที่ดิน รัฐจึงเตรียมปลดล็อกด้วยโมเดล PPP และ Infrastructure Fund เพื่อเร่งเริ่มงานจริง
แรงงานสูงวัย–ซัพพลายเชนสีเขียว–ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลยังเตรียมมาตรการให้ผู้สูงอายุที่พร้อมทำงานสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงเปิดทางบุคลากรแพทย์ต่างชาติ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเช่นเดียวกับโมเดลสิงคโปร์
ไทยต้องเข้าสู่ Green Supply Chain เพื่อให้ SMEs เติบโตคู่กับธุรกิจใหญ่ สนับสนุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี และเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
“นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะผลักดันการลงทุนให้คุ้มค่า สอดคล้องโลกใหม่ ลงทุนในคน ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน” นายเอกนิติกล่าว


