เอกนิติ เร่งเข็นลงทุนใหม่รับอุตฯแห่งอนาคต อุ้มศก.ไทยโตพ้นบุญเก่า
เอกนิติ ย้ำศก.ไทยชะลอหนัก หวั่น GDP ไตรมาส 4/68 โตแค่ 0.3% ลั่นหมดเวลาเพิ่งบุญเก่าต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลุยลงทุนใหม่รองรับแห่งอุตสาหกรรมอนาคต-ฟื้นฟูครัวเรือน-หนุน SME Automation
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวและเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนใหม่เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน แทนการพึ่งพาบุญเก่าอย่างการส่งออก
- รัฐบาลได้ออกแบบกรอบการทำงาน "Big Quick Win" ภายใต้แนวคิด "กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว" โดยมี 5 เสาหลักเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และลดความเหลื่อมล้ำ
- นโยบายสำคัญประกอบด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส, การช่วยเหลือ SME, การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการปลดล็อกการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล, AI และ EV
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "คู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน" ซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญช่วงชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยการเติบโตของเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกของปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 3% แต่ลดลงเหลือเพียง 1% กว่าในไตรมาส 3 และหากไม่มีมาตรการใด ๆ รองรับ การเติบโตในไตรมาส 4 อาจเหลือเพียง 0.3% เท่านั้น
สิ่งสำคัญ คือ ประเทศไทยกำลังเผชิญ ปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปลดล็อกกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอนาคต เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ พร้อมย้ำว่า แนวคิดสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คือ ประเทศไทยต้องลงทุนใหม่ "ไม่พึ่งพาบุญเก่า" โดยต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในคน และปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงและยั่งยืน
“เมื่อไทยได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่า ภาษีทรัมป์ ผลกระทบต่อไทยค่อนข้างรุนแรง เพราะเรายังพึ่งพาการส่งออกสูง หากการส่งออกหดตัว ประเทศก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง การสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศผ่านการลงทุนระยะยาวจึงมีความสำคัญอย่างมาก ผมจึงเน้นการลงทุนในคน ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากเกือบทุกมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส การสนับสนุนการลงทุนผ่าน BOI หรือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายเอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลได้ออกแบบกรอบการทำงานทางเศรษฐกิจภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยเน้นนโยบาย “Big Quick Win” ซึ่งประกอบด้วย 5 เสาหลัก ที่ต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ แผนนี้ยึดหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว” โดยมีเป้าหมายในการสร้างผลิตภาพ , เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน, ลดความเหลื่อมล้ำ, และกระจายการเติบโตไปยังต่างจังหวัด
5 เสาหลักนโยบายเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
1. ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ใช้โครงการ คนละครึ่งพลัส เพื่อให้เงินเข้าถึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยมากที่สุด พร้อมทั้งมีการสอน Reskill ให้แก่ประชาชนเกือบ 100,000 ราย ในด้านการขายออนไลน์, การทำบัญชีดิจิทัล, และการใช้ AI นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับโรงแรม
2. แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อช่วยลูกหนี้ให้กลับมาสร้างธุรกิจใหม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การตัดหนี้
3. ช่วย SME เตรียมแพ็กเกจขนาดใหญ่เพื่อช่วยสภาพคล่องและการทำ Business Transformation โดยจะมีการใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มูลค่า 10,000 ล้านบาท ของ BOI เพื่ออุดหนุน Automation ในการลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ
4. การออมระยะยาว จัดทำ Individual Saving Account (ISA) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านภาษี และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถลงทุนในตลาดทุนได้เอง ซึ่งเรื่องนี้ต้องติดตามในเดือนหน้าต่อไป
5. การลงทุนเพื่ออนาคต เน้นการปลดล็อกการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง เช่น ดิจิทัล, AI, Smart Electronics, และ EV. รวมถึงการแก้ไขปัญหาพลังงานสะอาด และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักลงทุน
นายเอกนิติยังเน้นย้ำถึงบทบาทของตนในฐานะ “CFO ประเทศ” ซึ่งต้องรักษาวินัยการคลัง โดยได้ดำเนินการคืนหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เพื่อยืนยันความมั่นคงต่ออันดับเครดิตของประเทศ พร้อมยืนยันว่า การร่วมมือกับ ธปท. อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเคารพในความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงาน เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกั


