
เพิ่มงบจังหวัดแสนล้านแก้เหลื่อมล้ำ
ทีมปฏิรูปเสนอนายกฯรื้อใหญ่ตั้งสมัชชาชาวบ้านเสนอแผนโพสต์ทูเดย์
— คณะอนุกรรมการปฏิรูป จี้รัฐบาลแก้วิธีจัดสรรงบประมาณประจำปีนางปราณี ทินกร คณะอนุกรรมการด้านระบบงบประมาณ การคลัง และสวัสดิการ ในคณะกรรมการปฏิรูป เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้จัดทำข้อเสนอไปถึงนายกรัฐมนตรี ให้มีการปรับปรุงกระบวนการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยเพิ่มงบประมาณลงระดับจังหวัดมากกว่าปัจจุบันที่มีแค่ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ ตัวเลขที่เหมาะสมรัฐบาลน่าจะจัดสรรให้เพิ่มเป็น 5% ของบประมาณรวม หรือเท่ากับ 1 แสนล้านบาท โดยจะมีเกณฑ์จัดสรรใหม่ให้จังหวัดที่มีระดับการพัฒนาต่ำ รายได้ต่อหัวน้อย มีโอกาสได้รับงบประมาณมากขึ้น จากปัจจุบันที่งบประมาณกระจุกอยู่ในส่วนกลางหรือจังหวัดที่มีระดับการพัฒนาสูง
นอกจากนั้น จะมีการตั้ง
“สมัชชาประชาชน” ที่มีตัวแทนจาก ขึ้นมา เพื่อเสนอโครงการว่าจังหวัดมีความต้องการใช้งบประมาณเท่าไหร่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ ขณะที่งบประมาณกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็ยังคงดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ซึ่งแต่เดิมกำหนดไว้ต้องจัดสรรวงเงิน 35% ของงบประมาณให้อปท.ทั่วประเทศ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลทำไม่ได้ จึงมีการปรับลดงบประมาณเหลือเพียง 25% เงินส่วนนี้ยังคงเอาไว้ เพราะจริงๆแล้วท้องถิ่นที่ได้รับจัดสรรเงินมา ก็ต้องรับภารกิจมาด้วย ทำให้การพัฒนาหรือแก้ปัญหาที่ผ่านมาทำไม่ได้เต็มที่นางปราณี กล่าวว่า จะมีหลักเกณฑ์กำกับว่าแต่ละจังหวัดจะได้รับงบประมาณเท่าไหร่ โดยดูจากดัชนีชี้วัดการพัฒนา เช่น จำนวนประชากร รายได้และรายจ่ายครัวเรือน สัดส่วนคนจนในจังหวัด ถ้ารายได้น้อยก็ควรจัดสรรมาให้เพิ่ม
นอกจากนั้น ยังมีดัชนีการพัฒนาของทางยูเอ็นดีพี เคยใช้วัดความก้าวหน้าของคนเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งจะใช้การเปรียบเทียบทางรายได้ สุขภาพ การศึกษา ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ความยั่งยืนของการพัฒนา ไม่ใช่มีความเจริญแต่มลพิษเต็มไปหมด
“
จังหวัดที่มีระดับการพัฒนาสูง เช่น กทม. ต่อไปก็จะอาจได้งบพัฒนาจังหวัดไม่ถึงพันล้านบาท” นางปราณี กล่าวสำหรับรูปแบบที่คณะอนุกรรมการฯ วางไว้ก็คือใช้ 2 ระดับ ระดับแรก คือ สมัชชาประชาชนซึ่งองค์ประกอบมาจากประชาชนในจังหวัดในพื้นที่ องค์กรชุมชน หรือภาคประชาสังคม มาร่วมกันบอกว่าความต้องการของพวกเขาคืออะไร เช่น จังหวัดนี้มีคนไม่รู้หนังสือมาก ต้องการพัฒนาด้านการศึกษา หรืออยากแก้ปัญหาการนำสินค้าเกษตรออกสู่ท้องตลาดได้สะดวกขึ้น หรือต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านใดก็แล้วแต่ สมัชชาจะเสนอโครงการตามความต้องการได้ จากนั้นจะมี
“คณะกรรมการบริหารแผน” มาช่วยขัดเกลา กลั่นกรอง และสร้างความสมดุลให้กับสมัชชาประชาชนอีกครั้งหนึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการ บริหารแผน จะมีทั้งส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน องค์กรชุมชน องค์กรด้านการเกษตร สถาบันการศึกษา เข้ามาช่วยกันเพื่อขับเคลื่อนให้แผนของสมัชชาประชาชนมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ต่างจากเดิมที่ส่วนกลางคิด
คณะอนุกรรมการฯ ยืนยันว่า รูปแบบที่คิดไว้ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาแบบสังคมสงเคราะห์ แต่ให้อำนาจประชาชนในการคิด ทำงบประมาณของตัวเอง เช่น ถ้าคิดว่าระบบการศึกษาในจังหวัดยังต่ำ คนส่วนใหญ่อายุน้อย ก็ใช้เงินปรับปรุงคุณภาพคนเป็นหลักเพราะต้องยอมรับว่าในระยะยาวการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะถ้าเราจะเปิดประเทศ หากการศึกษาไม่ได้ผล คนไม่รู้ภาษาอังกฤษ ไม่รู้ภูมิศาสตร์โลก ไม่รู้อินเตอร์เน็ต ยังรับข้อมูลไม่เป็น ก็จะลำบาก เพราะจากการวิจัยพบว่าคนที่มีการศึกษาดี มีความสามารถในการเอาตัวรอดได้ดีกว่า และคนที่ยากจนส่วนใหญ่ มีต้นเหตุมาจากการศึกษาต่ำหรือไม่มีการศึกษา
ทั้งนี้ โครงการที่เกี่ยวกับการสร้างถนน สะพาน ซึ่งมีกรมกองดำเนินการตามงบประมาณปกติอยู่แล้วนั้น เราคิดว่าคงไม่ได้เน้นในจุดนี้ แต่เราอยากเน้นโครงการที่ให้คนยากจนเข้าถึงตลาด การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ชัดเจนของคนในจังหวัด เช่น ชาวไร่ชาวนาบางพื้นที่ไม่สามารถนำสินค้าออกไปขายที่ตลาดได้ เพราะมีแม่น้ำกั้นเอาไว้ ถ้าสามารถมีโครงการสร้างสะพานเพื่อให้คนอีกฝากหนึ่งสามารถนำผลผลิตออกมาขายได้ ก็จะทำให้เขามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ถ้าเป็นการสร้างถนนหรือสะพานทั่วๆไปนั้น คงไม่ได้ทำในงบประมาณส่วนนี้ หมายความว่า ถ้าจะเสนอโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องเกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตของประชาชน ขณะที่เงินส่วนใหญ่น่าจะลงไปที่การพัฒนาความรู้ สุขภาพ และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า
การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของประเทศไทย ปกติแล้วจะทำแบบรายปี โดยให้หน่วยงานต่างๆเสนอโครงการขึ้นมา จากกระทรวง ทบวง กรม ส่งไปยังสำนักงบประมาณ
โดยกรมต่างๆเหล่านี้จะเสนอคำขอตามภารกิจ เช่น กรมการปกครอง ภารกิจคืออะไร ปีที่แล้วทำอะไร จะเพิ่มโครงการอะไรบ้าง ก็จัดทำงบประมาณขึ้นมา โดยปี 2554 วงเงินงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งกรอบตัวเลขการจัดทำงบประมาณนี้ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ คือกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ จะช่วยกันพิจารณา ดูความเหมาะสม ก่อนจะเสนอใหคณะรัฐมนตรีอนุมัติ และเข้าสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามหลักการประชาธิปไตย สภาฯก็คือตัวแทนประชาชนเป็นผู้อนุมัติ
การจัดทำงบประมาณแบบนี้ส่วนใหญ่เงินจะลงไปในเมืองที่มีหน่วยงานเหล่านี้ตั้งอยู่ ทำให้งบประมาณกระจุกตัว มีแค่ส่วนน้อยที่กระจายไปในชนบท และเมื่อพิจารณาลงลึกไปจะพบว่า งบประมาณที่จัดสรรให้จังหวัด มีไม่ถึง 1 % ของวงเงินงบประมาณ หรือประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาทต่อปีเท่านั้น ซึ่งงานวิจัยของดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนาอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่ทำให้กับองค์การยูนิเซฟ พบว่า งบประมาณลงทุนต่อหัว ของจังหวัดต่างๆทั่วประเทศนั้น ปรากฎว่า จังหวัดที่มีระดับการพัฒนาสูงสุด ได้รับงบประมาณต่อหัวสูงสุด โดยปี 2552 ได้รับ 7,500 บาทต่อหัวต่อปี เมื่อเทียบกับจังหวัดที่ระดับการพัฒนาต่ำ ได้รับเงินลงทุนเพียง 2,796 บาทต่อหัวต่อปี เท่ากับว่าจังหวัดที่ได้รับการพัฒนาสูงอยู่แล้วก็จะมีขีดการพัฒนาสูงขึ้น จังหวัดที่ล้าหลังก็ยังต้องตามไปเรื่อยๆ
คณะอนุกรรมการจึงคิดว่า ด้านเงินให้เปล่าคิดว่าคงไม่ได้ใช้ในงบประมาณก้อนนี้ เพราะเงินให้เปล่านั้นรัฐบาลก็มีโครงการจัดสรรให้อยู่แล้ว เช่น เบี้ยยังชีพคนชรา คนพิการ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะคนกลุ่มนี้ช่วยตัวเองไม่ได้ ส่วนคนที่ช่วยตัวเองได้ ก็ไม่ควรได้รับเงินให้เปล่า แต่ต้องสร้างงานให้เกิดขึ้น
เราคงต้องจับตาข้อเสนอและบทบาทของคณะอนุกรรมการด้านระบบงบประมาณ การคลัง และสวัสดิการ ในคณะกรรมการปฏิรูปต่อไปว่าจะสร้างรูปธรรมได้แค่ไหน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า การจัดสรรงบประมาณนั้น ขึ้นกับผู้มีอิทธิพลทางการเมืองด้วยว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่
การหั่นงบประมาณเข้าสู่โมเดลที่คณะอนุกรรมการฯคิดขึ้นถึงแสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นการทุบหม้อข่าวหน่วยงานราชการที่กัดกินงบประมาณของประเทศมาเป็นเวลานาน เรื่องนี้จึงเป็นหนังยาวขึ้นกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่ากล้าตัดสินใจแค่ไหน







