
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
....จิตรา อมรธรรม
การปะทะกันที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งยังไม่สงบจนบัดนี้ รวมถึงการกดดันของกลุ่มพันธมิตรให้รัฐบาลลาออกภายในวันที่ 11 ก.พ. เป็นความเสี่ยงใหม่ที่เพิ่มเข้ามาและกดดันตลาดระยะสั้น
นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ยังคงเป็นลบกับตลาด ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การประท้วงในอียิปต์ที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คาด รวมถึงการกลับมาขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ 2,970 ล้านบาท ทันทีหลังเทศกาลตรุษจีน ทำให้ประเมินว่ากรอบแกว่งของสัปดาห์นี้ยังน่าจะอยู่ระดับ 950
–1,000 จุด ช่วงต้นสัปดาห์อาจต้องเผชิญแรงขายของต่างชาติ ขณะที่ปลายสัปดาห์ตลาดทั้งภูมิภาคอาจกังวลกับการขึ้นดอกเบี้ยของจีน ที่มักชอบสร้างเซอร์ไพรส์ให้ตลาดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ภาพตลาดโดยรวมยังไม่สดใสเอาเสียเลย โฟกัสของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้น่าจะอยู่ที่การทยอยประกาศผลประกอบการเป็นรายบริษัท ซึ่งอาจทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นระยะสั้นหากผลประกอบการออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยในสัปดาห์นี้คาดว่าจะมี TOP ADVANC และ SMT ที่จะประกาศ ขณะที่ DTAC และ AJ ประกาศผลประกอบการปี 2553 แล้วเย็นวันที่ 7 ก.พ. สำหรับ AJ นั้น หากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ถือว่าไม่ผิดไปจากที่ตลาดคาดกัน คือกำไรเฉพาะในไตรมาส 4/2553 เติบโต 405% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 35% จากไตรมาส 3/2553 รวมทั้งยังประกาศจ่ายเงินปันผล 0.45 บาท/หุ้น เป็นการจ่ายจากธุรกิจที่ได้ BOI (นักลงทุนไม่ต้องเสียภาษี) คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 1.6% สำหรับจำนวนเงินดังกล่าว บริษัทจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 20 เม.ย. และจ่ายเงินวันที่ 4 พ.ค. ถือเป็นข่าวดีกับหุ้น AJ และอาจทำให้นักลงทุนนึกเลยไปถึงบริษัทที่ทำธุรกิจประเภทใกล้เคียงกัน ราคาหุ้นมักขึ้นหรือลงตามๆ กันคือ PTL ที่เรียกได้ว่าดูจากกราฟราคาแล้วยังมีอาการน่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม FSS ซึ่งแนะนำหุ้น PTL ด้วยปัจจัยพื้นฐานยังคงมั่นใจกับผลประกอบการที่จะประกาศซึ่งจะเป็นไตรมาส 3/2554 ของบริษัท (งวดปีจบสิ้นเดือน มี.ค.) โดยนักวิเคราะห์ของเราคาดว่า PTL จะมีกำไรประมาณ 1,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 439% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 84% จากไตรมาสก่อน เมื่อเห็นงบการเงินของ AJ แล้วค่อนข้างอุ่นใจว่าผลประกอบการของ PTL ในช่วงเวลาเดียวกันไม่ควรขี้เหร่ เพราะราคาขายสินค้าของ PTL ปรับขึ้นได้ในอัตราที่สูงกว่า
สำหรับ DTAC นั้นเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เช่นกัน ถือว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น และยังเป็นไตรมาสที่กำไรลดลงจากไตรมาสก่อน หากดูกำไรทั้งปี 2553 ที่เห็นว่าเพิ่มขึ้นถึง 64% นั้น กำไรที่ดีไปอยู่ในช่วง 3 ไตรมาสแรกแล้ว และเกิดจากการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายเป็นหลัก ขณะที่แนวโน้มกำไรในปี 2554 นี้จะลดลง เพราะต้องกลับมาจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติ 30% หลังจากที่จ่ายในอัตรา 25% หลังจากเข้าตลาดมา 5 ปี
นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น 5% เดือนก.ย.นี้เป็นต้นไป อย่างก็ตาม ผู้ที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่ม 3G เหมาะกับผู้ที่ต้องการเงินปันผลสูงเท่านั้น แต่ต้องอดทนกับข่าวลบที่มีมาเป็นระยะได้ ซึ่งจะทำให้การได้กำไรจากราคาหุ้นเป็นไปได้ยาก และอัตราเงินปันผลตอบแทนที่จะคุ้มความเสี่ยงก็น่าจะเป็น 10% ซึ่งเห็นจะมีแต่ ADVANC และต้องเลือกซื้อในราคาที่ต่ำเท่านั้น สำหรับผู้ที่ไม่ชอบข่าวร้ายเป็นระยะ (หาข่าวบวกได้ยาก) ไม่แนะนำกลุ่มนี้
สำหรับผู้ที่ลงทุนระยะสั้นยังคงแนะนำทยอยขายตามแนวต้าน 990
–1,000 จุด โอกาสกลับมารับหุ้นใหม่เพื่อเก็งกำไรอยู่ที่บริเวณ 950–960 จุด ส่วนผู้ที่ชอบหุ้นปันผลยังคงแนะนำ BLS, TMT, TRT, HANA, AP, QH, AIT, TICON, LPN, KK, MODERN ส่วนนักลงทุนระยะกลางยาว แนะนำทยอยสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานแกร่งที่ราคาปรับลงมาจนมี PE ต่ำเช่น BANPU, TTW, TICON, BEC, AMATA, PTTEP, AP, SPALI, KBANK, STA, CPALL, SVI, BGH






