“เสถียร” เดิมพันใหญ่ ผนึก “ชิงเต่า” พลิกเบียร์พ้นขาดทุนปี 69
เสถียร เสถียรธรรมะ ยอมรับ 2 ปีทำตลาดเบียร์ขาดทุนรวม 1,000 ล้าน ชูกลยุทธ์เบียร์เยอรมัน รุก On-trade และจับมือชิงเต่ารับผลิต (OEM) ตั้งเป้าปลดล็อกตลาดทำกำไรปี 69
เปิดใจ ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ แม่ทัพใหญ่คาราบาวกรุ๊ป ลั่น! ‘เบียร์’ พ้นขาดทุนปี 69 เดินหน้าผนึก ‘ชิงเต่า’ เสริมแกร่งชิงตลาด 2.6 แสนล้าน
นายเสถียร เสถียรธรรมะ ผู้ก่อตั้งโรงเบียรเยอรมันตะวันแดง, เบียร์คาราบาว-เบียร์ตะวันแดง และแม่ทัพใหญ่คาราบาวกรุ๊ป เปิดใจถึงความท้าทายครั้งใหญ่ในสมรภูมิเบียร์ไทยมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท พร้อมประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะสามารถ “ปลดล็อกตลาดเบียร์ไทย” และพลิกฟื้นธุรกิจเบียร์ให้กลับมา เสมอตัวหรือทำกำไรได้ภายในปี 2569 แม้จะเผชิญภาวะขาดทุนสะสมกว่า 1,000 ล้านบาทในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ตาม
2 ปีแห่งความท้าทาย: ขาดทุนรวม 1,000 ล้าน
นายเสถียรยอมรับว่าการเข้าสู่ตลาดเบียร์เป็นเส้นทางที่ยากลำบาก ซึ่งสะท้อนผ่านการกล่าวเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทำตลาดเบียร์มา 2 ปี ไม่น่ารนหาที่เลย” โดยในช่วง 2 ปีแรก บริษัทต้องทุ่มทุนกว่า 4,000 ล้านบาท และยังคงประสบภาวะขาดทุนรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท
แม่ทัพใหญ่คาราบาวกรุ๊ปชี้ว่าความยากลำบากส่วนหนึ่งมาจากการเผชิญอุปสรรคและการ “โดนสกัด ปิดล้อมจากคู่แข่ง” โดยเฉพาะการถูกปฏิเสธการวางจำหน่ายจากผู้ประกอบการที่คุมโครงข่ายจัดจำหน่ายใหญ่สุดในไทย อย่างไรก็ตาม เขายังมองว่าการยืนหยัดในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มขนาดใหญ่ที่สุดนี้เป็นความโชคดี
กลยุทธ์ใหม่สไตล์เยอรมัน รุกหนัก “เบียร์สด”
หลังจากทดลองและค้นหาสูตรที่ตอบโจทย์ตลาดไทย นายเสถียรได้เปิดเผยถึงการปรับกลยุทธ์ใหม่ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากล โดยพัฒนาเบียร์ด้วยแนวคิดพื้นฐานจาก “เบียร์เยอรมัน”
นอกจากนี้ คาราบาวได้ปรับทิศทางการทำตลาดครั้งใหญ่ จากเดิมที่ยอดขายส่วนใหญ่มาจากช่องทาง Off-trade (เช่น ร้านสะดวกซื้อ) ไปสู่การรุกตลาด On-trade (ร้านอาหารและผับบาร์) มากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดตัว เบียร์สด (Draft Beer) ซึ่งถือเป็นการ เสิร์ฟเบียร์สดจากโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง “นอกโรงเบียร์เป็นครั้งแรก” ในรอบ 26 ปีที่ดำเนินกิจการไมโครบริวเวอรีมา โดยมีเป้าหมายในการเจาะกลุ่มไฮเอนด์ เช่น โรงแรม 4–5 ดาว และร้านค้า 100 แห่ง เพื่อสร้างสีสันและเพิ่มส่วนแบ่งตลาด
ผนึก “ชิงเต่า” ยักษ์ใหญ่จีน เสริมแกร่งฐานผลิตและอาเซียน
หมากรบสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจคือความร่วมมือกับ ชิงเต่า (Qingdao) แบรนด์เบียร์ระดับโลกจากจีน ซึ่งเป็นบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500
OEM ฐานผลิต: คาราบาว กรุ๊ป จะรับหน้าที่เป็นผู้รับจ้างผลิตเบียร์ (OEM) ให้กับชิงเต่าในประเทศไทย ซึ่งนายเสถียรระบุว่าไทยถือเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากเยอรมนีที่ชิงเต่าไว้วางใจให้ผลิตเบียร์นอกประเทศ ความร่วมมือนี้จะช่วยเติมเต็มช่องว่างการใช้กำลังการผลิตของโรงงานคาราบาว ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 300 ล้านลิตรต่อปี แต่ใช้จริงเพียง 20% เท่านั้น
ประตูสู่อาเซียน: หากการผลิตในไทยประสบความสำเร็จ ฐานการผลิตของคาราบาวจะถูกใช้เป็นจุดกระจายสินค้าของชิงเต่าไปทั่วอาเซียน
ต่อยอดสู่จีน: ในทางกลับกัน ความแข็งแกร่งทางการค้าของเบียร์ชิงเต่าจะถูกต่อยอดเพื่อบุกตลาดประเทศจีนให้กับ “เครื่องดื่มชูกำลังคาราบาวแดง”
คำมั่นสัญญา: “เบียร์ของเรามีคุณภาพ และตลาดจะยอมรับในที่สุด”
แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง การผูกขาดตลาด และแรงกดดันจาก พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ แต่นายเสถียรปิดท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า
“การทำเบียร์เหมือนขุดบ่อทราย ต้องลงแรงมาก กว่าจะได้ผลลัพธ์ แต่เราก็ยังเชื่อว่าเบียร์ของเรามีคุณภาพ และตลาดจะยอมรับในที่สุด”
โดยยืนยันว่าการสร้างทางเลือกใหม่ในตลาดเบียร์ไทยคือภารกิจระยะยาวที่บริษัทจะเดินหน้าต่อไป


