
ความเร็วเน็ต 50% ต่ำกว่าสัญญา ปีนี้เข้มเน็ตไร้สาย-มือถือ
ประเด็นร้อนๆ ของคนใช้อินเทอร์เน็ตล่าสุด คงหนีไม่พ้นเรื่องการลอยแพผู้ใช้บริการของ 3 บีบี (ทรี บรอดแบนด์) ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระแสเรื่องคุณภาพการให้บริการอินเทอร์เน็ตเป็นที่ต้องสนใจขึ้นมาทันทีว่า ใครคือผู้ที่คุ้มครองให้ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐาน หนึ่งในกลไกที่เข้ามาจัดการเรื่องนี้ คือการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต ที่ดำเนินการมาเข้าสู่ปีที่ 3 โดยสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ร่วมกับสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม หรือ สบท. ผ่านเว็บไซต์ www.speedtest.or.th ถือเป็นการตรวจสอบคุณภาพการให้บริการเพื่อนำไปสู่การเรียกร้องโดยประชาชน
สำหรับปี 2553 ที่ผ่านมา มีการเข้าทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตจำนวนกว่า 5.2 ล้านครั้ง หรือเฉลี่ย 1.44 หมื่นครั้งต่อวัน โดยแบ่งเป็นผู้ใช้บริการผ่านบริษัท ทีโอที กว่า 1.4 ล้านครั้ง คิดเป็น 26% ใช้บริการผ่าน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กว่า 1.3 ล้านครั้ง คิดเป็น 25% และผ่านบริษัท ทรีบรอดแบนด์ หรือ 3บีบี ในเครือทริปเปิลที บรอดแบนด์ กว่า 6.9 แสนครั้ง คิดเป็น 13% และอื่นๆ อีกกว่า 1.4 ล้านครั้ง ทั้งหมดมีจำนวนการเข้าทดสอบเพิ่มมากขึ้น ทำให้โอกาสในการคลาดเคลื่อนของการทดสอบน้อยลง โดยจังหวัดที่ทำการทดสอบมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ 8.8 แสนครั้ง ชลบุรี 1.3 แสนครั้ง เชียงใหม่ 1.2 แสนครั้ง และนนทบุรี 1.1 แสนครั้ง แต่มีที่ไม่ระบุ 2.2 ล้านครั้ง เป็นสิ่งที่ต้องขอความร่วมมือกันต่อไป
พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวว่า ยิ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาทดสอบมากครั้ง ข้อมูลที่ได้ก็จะแม่นยำมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าจากการตรวจสอบเลขหมายไอพี มีอีกมากที่ไม่ระบุผู้ให้บริการ ไม่ระบุความเร็วในการทดสอบ หรือบางครั้งก็จงใจระบุข้อมูลให้ผิด เพื่อเพิ่มมาตรฐานความเร็ว แต่เราสามารถตรวจสอบได้
การทดสอบ ความเร็วเฉลี่ยของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยพบว่า ส่วนใหญ่ใช้บริการที่ความเร็ว 4 เมกะบิตต่อวินาที โดยผู้ให้บริการหลักคือ ทรู และ 3บีบี สามารถให้บริการได้ใกล้เคียงกับความเร็วดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ 48% เท่ากัน ขณะที่ทีโอทีให้บริการที่ความเร็ว 4 เมกะบิตต่อวินาทีเพียง 15% เท่านั้น ส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากข้อจำกัดของทีโอที ที่โครงข่ายรองรับบริการความเร็วเกินกว่า 4 เมกะบิตต่อวินาทีแล้ว อาจมีปัญหาในหลายพื้นที่ แต่ถ้าใช้บริการที่ความเร็วต่ำกว่า 4 เมกะบิตต่อวินาทีแล้ว บริการจากทีโอทีถือว่าสามารถรองรับได้พอสมควร
ด้าน นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการ สบท. กล่าวว่า คุณภาพความเร็วของอินเทอร์เน็ตไทยอยู่ที่ประมาณ 71% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่หากลงลึกในรายละเอียดจะพบว่ามีเพียง 30% ได้รับความเร็วตามสัญญาที่ระบุไว้กับผู้ให้บริการ มี 10% ที่ได้รับความเร็วสูงกว่าสัญญา แต่มีกว่า 50% ที่ได้รับบริการที่ต่ำกว่าสัญญาที่ทำร่วมกันไว้อาจจะมากหรือน้อยต่างกันไป ซึ่งต้องเร่งผลักดันให้มีการกำหนดระเบียบเพื่อควบคุมมาตรฐานการให้บริการ แน่นอนว่าแนวทางการกำกับดูแลมีทั้งที่ใช้กลไกการแข่งขัน แต่นั่นคือต้องมีจำนวนผู้ให้บริการที่มากกว่านี้ ในประเทศไทยน่าจะใช้วิธีการบังคับกำหนดเป็นมาตรฐานว่าควรมีคุณภาพที่ 8090%
“
เรื่องคุณภาพไม่มีการการันตี เพราะถ้าการทดสอบบอกว่ารายใดดี ผู้บริโภคก็จะมุ่งไปใช้บริการรายนั้นและอาจทำให้คุณภาพลดลงได้ ดังนั้นหนทางเดียวคือ ผู้ให้บริการต้องลงทุนพัฒนาคุณภาพอยู่ตลอดเวลา นอกจากจะใช้เรื่องระเบียบการกำกับดูแลแล้ว พลังของผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ ต้องร่วมมือกันกดดันให้ผู้ให้บริการออกมารับผิดชอบ เช่นเดียวกับกรณีของ 3บีบี ที่เกิดขึ้น” นพ.ประวิทย์ กล่าวแผนในปี 2554 โครงการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตจะมุ่งไปที่ผู้ใช้บริการที่เป็นลูกค้าองค์กรมากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่จ่ายค่าบริการสูงกว่า เพื่อให้ได้บริการที่มีคุณภาพดีกว่าเพื่อรองรับงานด้านธุรกิจ ซึ่งต้องตรวจสอบว่าบริการที่ได้รับนั้นมีคุณภาพตามสัญญาที่ได้ระบุไว้หรือไม่ ระหว่างกันหรือไม่ เมื่อมีการใช้งานร่วมกันน้อยกว่าผู้ใช้ทั่วไป ควรมีอัตราการดาวน์โหลดและอัพโหลดที่ดีกว่า และใช้งานออกต่างประเทศดีกว่าส่วนต่อมาที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา จากกระแสของ 3จี และการใช้โน้ตบุ๊กและสมาร์ตโฟน อาจเป็นส่วนที่ทำให้การลงทุนขยายบริการไม่ทันตามความต้องการ และเป็นส่วนที่มีการเรียกร้องให้มีการทดสอบคุณภาพบริการสามารถทดลองได้ที่ www.speedtest.or.th/m แต่ระบบการทดสอบยังไม่เสถียรเท่าที่ควร อยู่ระหว่างการพัฒนาให้สมบูรณ์
ท้ายที่สุด การจะตัดสินใจเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการรายใด ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคเป็นผู้เลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลรอบด้าน เพราะในแต่ละพื้นที่คุณภาพบริการก็ต่างกันไป ผู้ให้บริการก็แตกต่างกัน และดังที่กล่าวแล้วว่า ไม่มีอะไรการันตีว่าคุณภาพบริการจะดีเสมอไป หากผู้ให้บริการไม่มีการลงทุนพัฒนาเพื่อรักษามาตรฐานไว้อย่างต่อเนื่อง







