คลัง-ธปท. เปิดตัว "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ปักธงเฟสแรก ชุบชีวิตลูกหนี้ 1.2 ล้านราย
คลัง–ธปท.ผนึกพลังสถาบันการเงิน เปิดทางฟื้นชีวิตลูกหนี้รายย่อยไม่เกิน 1 แสนบาทกว่า 1.2 ล้านราย ผ่าน Social AMC ดอกเบี้ย 0% ผ่อนยาวสูงสุด 3 ปี
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัวโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้เสีย
- มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของธนาคารพาณิชย์จำนวน 1.2 ล้านราย ให้สามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่ได้
- ลูกหนี้จะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ผ่าน บสส. (SAM) โดยมีเงื่อนไขผ่อนปรน เช่น ยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด และสามารถผ่อนชำระ 3 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย
วันที่ 11 พ.ย. 68 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) และเปิดตัวโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเป็นโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียรายย่อยผ่านกลไกการซื้อหนี้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระหนี้ของประชาชนและช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวต่อไปได้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน และหากปล่อยไว้นานต่อไป จะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อชีวิตคนไทยและคนในครอบครัวของผู้เป็นหนี้จำนวนมาก รัฐบาลจึงได้ผลักดันโครงการนี้ให้เป็นหนึ่งในโครงการเรือธงภายใต้นโยบายลดภาระหนี้ของประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Quick Big Win ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นที่ให้ผลในระยะยาวและกระจายตัวในวงกว้าง
โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPLs) ผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC โดยในระยะแรก โครงการจะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะเข้าซื้อหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนให้สามารถกลับมาชำระได้อีกครั้ง
ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงื่อนไขผ่อนปรนเป็นพิเศษ เช่น ยกเว้นดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทั้งหมด พร้อม ลดยอดเงินต้นบางส่วน เพื่อให้สามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น และกลับมามีประวัติชำระหนี้ที่ดีในเครดิตบูโรอีกครั้ง โดยมี 2 ทางเลือก ได้แก่
(1) จ่ายปิดจบ ชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชีในทันที หรือ
(2) ผ่อนชำระ 3 ปี ดอกเบี้ย 0% หากทำตามเงื่อนไขที่กำหนด
โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการดึงหนี้ออกจากสถาบันการเงินไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์เท่านั้น แต่ยังต้องการ "ชุบชีวิต" ลูกหนี้เหล่านั้นด้วย ซึ่งการช่วยเหลือจะเป็นไปอย่างยั่งยืนและจะกระจายตัวในหมู่มาก การดำเนินการจะรวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การตัดหนี้ตามความสามารถ, การลดหนี้, หรือการยืดหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มี "ลมหายใจ" คล่องขึ้น
“โครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยลูกหนี้รายบุคคลเท่านั้น แต่ยังช่วยลดภาระของระบบสถาบันการเงิน สร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน เมื่อประชาชนหลุดพ้นจากภาระหนี้ ก็จะสามารถกลับมาบริโภค ลงทุน เข้าถึงสินเชื่อได้ และดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย สิ่งสำคัญคือ เราไม่ได้เพียงช่วยให้คนคนหนึ่งไปต่อได้ แต่คือการช่วยให้ชีวิตของทั้งครอบครัวได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ ย้ำว่า โครงการแก้ไขหนี้เสียนี้สามารถขับเคลื่อนได้สำเร็จภายในเวลาเพียง 1 เดือน ด้วยความร่วมมือจาก ธปท., สมาคมธนาคารไทย, SAM และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) สะท้อนความตั้งใจของทุกภาคส่วนในการช่วยให้ลูกหนี้กลับมามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น พร้อมขอบคุณ NCB ที่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง หากมีวินัยทางการเงินที่ดี
สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านการโอนหนี้ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพิ่มเติมอีก 3.3 แสนบัญชี ภายใต้หลักการช่วยเหลือที่สอดคล้องกันกับโครงการหลัก
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของประเทศ หากไม่เร่งแก้ไขจะกดดันเศรษฐกิจและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะลดลงจากกว่า 90% เหลือ 87% ของจีดีพี แต่ยังอยู่ในระดับสูง
โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จึงมุ่งช่วยลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งมีรวมประมาณ 3.4 ล้านราย หรือ 4.7 ล้านบัญชี คิดเป็นกว่า 60% ของหนี้เสียทั้งหมด โดยจะเริ่มจากหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูก จำนวน 1.6 ล้านบัญชี ใช้เงินทุนจากส่วนที่เหลือของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)
ซึ่ง SAM ซึ่งกองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้น 100% จะถูกปรับบทบาทให้เป็น "Social AMC" เพื่อดูแลสังคมและรายย่อยโดยไม่ได้มุ่งหวังกำไร การปรับโครงสร้างหนี้จะเป็นไปอย่างผ่อนปรนอย่างมาก โดยจะยกเว้น ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยผิดนัดที่ค้างอยู่ทั้งหมด รวมถึงมีการลดเงินต้นในสัดส่วนที่สูง ลูกหนี้มีทางเลือกในการผ่อนชำระได้สูงสุดเป็นเวลา 3 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้
หากลูกหนี้สามารถชำระปิดจบได้ (มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่ำกว่า 30,000 บาท) บัญชีจะเปลี่ยนเป็นรหัส 11 (ลูกหนี้ปกติ) ทันที หากผ่อนชำระ บัญชีจะเปลี่ยนเป็นรหัส 16 และจะกลับไปรหัส 11 เมื่อผ่อนหมด ซึ่งจะทำให้พวกเขากลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพได้โครงการนี้จะใช้กับ NPLs ที่ กำหนดวันตัดยอด ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 และ SAM จะเริ่มเป็นเจ้าของสินทรัพย์จริงในวันที่ 1 มกราคม 2569
“ความมุ่งมั่นของ ธปท. ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ โครงการนี้ไม่ใช่แค่การล้างหนี้ แต่คือการคืนโอกาสให้คนกลับมาใช้ชีวิตทางการเงินได้อีกครั้ง โดยธปท. เชื่อว่าการช่วยลูกหนี้รายย่อยให้ลุกขึ้นได้ จะสร้างพลังใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจเดินต่ออย่างยั่งยืนเมื่อฐานรากมั่นคง เศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตอย่างแข็งแรงและทั่วถึงมากขึ้น” นายวิทัย กล่าว
นายชาติศิริ โสภณพนิช ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก พร้อมสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้การช่วยเหลือลูกหนี้เกิดผลจริง และให้เพียงพอในการสนับสนุนและรองรับกับมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะถัดไป ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปเพื่อยกระดับทักษะ (Up and Re-skill) และการรองรับระดับฝีมือแรงงานเพื่อนำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการก่อหนี้ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คนไทยหลุดพ้นจากวงจรหนี้ เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง


