posttoday
เปิดมุมมองเอกชน หนุน ธปท. ออกเกณฑ์ตั้ง JV AMC ใหม่ ช่วยดูดซับ NPL

เปิดมุมมองเอกชน หนุน ธปท. ออกเกณฑ์ตั้ง JV AMC ใหม่ ช่วยดูดซับ NPL

31 ตุลาคม 2568

เอกชน หนุน ธปท. ออกเกณฑ์ใหม่ในการจัดตั้ง JV AMC ระหว่างสถาบันการเงินกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ และเพิ่มช่องทางแบงก์บริหารจัดการ NPL

KEY

POINTS

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกหลักเกณฑ์ใหม่ในการจัดตั้งกิจการร่วมทุนเพื่อบริหารสินทรัพย์ (JV AMC) เพื่อช่วยดูดซับหนี้เสีย (NPL) ในระบบให้มากขึ้น
  • ภาคเอกชนสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และเสนอให้ขยายกรอบเวลาการลงทุน 15 ปี เพื่อความเหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ
  • มีการเสนอให้เกณฑ์ใหม่ควรครอบคลุมสถาบันการเงินทุกขนาด ทั้งธนาคารใหญ่, ธนาคารเล็ก และกลุ่มนอนแบงก์ (Non-bank) เพื่อให้การแก้ปัญหาหนี้เสียมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • นักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ยังไม่มี JV AMC เช่น KTB, SCB และ TTB อาจพิจารณาจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นอีกช่องทางในการบริหารจัดการ NPL

ตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดรับฟังความเห็นเรื่องการจัดตั้งกิจการร่วมทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (JV AMC) เพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ร่วมทุนกับสถาบันการเงินได้ ไปเมื่อวันที่ 29 ก.ย.-13 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา และเตรียมออกประกาศร่างหลักเกณฑ์การจัดตั้ง JV AMC หลังจากประกาศหลักเกณฑ์เดิมหมดอายุไปเมื่อปี 2567 เพื่อขยายขอบเขตให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดทางให้ AMC ดูดซับ NPL มากขึ้นในระดับ 20-30% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10% 
 
นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CHAYO ออกมาให้มุมมองอย่างน่าสนใจต่อการประกาศครั้งสำคัญของ ธปท.ที่เตรียมออกประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดตั้ง JV AMC นี่คือการเคลื่อนไหวที่หลายฝ่ายจับตามอง เพราะเป็นโอกาสของประชาชนที่จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ของ ธปท. ที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) สามารถร่วมทุนกับสถาบันการเงินได้นั้น ถือเป็นการขยายระยะเวลาต่อจากประกาศหลัเกณฑ์เดิม ซึ่งหมดอายุไปเมื่อปี 2567

นายสุขสันต์ ได้คำนวณกรอบเวลาการลงทุน 15 ปี โดยชี้ให้เห็นว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทำกำไรและคืนทุนในระยะยาว

การลงทุนใหม่ในปีที่ 1 จะใช้เวลาคืนทุน 7 ปี รอบที่ 2 จะใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี (รวมเป็น 11 ปี) และรอบสุดท้ายใช้เวลาอีก 4-5 ปี ก็จะครบกำหนด 15 ปี ก่อนที่จะชำระบัญชี

“ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดี” นายสุขสันต์ กล่าวเสริม พร้อมย้ำว่า ในรอบที่แล้วนั้นมีการลงทุนร่วมกันระหว่าง AMC กับธนาคารน้อย ดังนั้น การขยายอายุในครั้งนี้จึงคาดหวังว่าประชาชนน่าจะได้ประโยชน์มากขึ้น

แม้ว่าการจัดตั้ง JV AMC จะเป็นโอกาสที่ดี แต่เขาเน้นย้ำว่า การดำเนินการควรจะครอบคลุมในวงกว้าง เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพสูงสุด

มุมมองของ CHAYO คือ ธนาคารขนาดใหญ่ควรทำ JV AMC เนื่องจากจะช่วยลูกค้าของธนาคารเหล่านั้นได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นหากขยายขอบเขตไปยังธนาคารขนาดเล็กด้วย

เหตุผลคือ ปัญหาหนี้เสีย (NPLs) ไม่ได้มีแค่ในธนาคารขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหนี้เสียของธนาคารขนาดเล็ก และที่สำคัญคือ นอนแบงก์ (Non-bank) ด้วย ดังนั้น การดำเนินการเพื่อแก้ปัญหานี้ควรทำให้ครอบคลุมทั้งหมด

นายสุขสันต์ ยังได้สะท้อนขนาดของปัญหาหนี้สินในประเทศว่า ข้อมูลที่เห็นมีจำนวนบัญชีสูงถึง 150 ล้านบัญชี มีคนกู้ได้กว่า 30 ล้านคน ซึ่งหมายความโดยเฉลี่ยแล้ว 1 คน มีภาระหนี้อยู่ประมาณ 5 บัญชี การแก้ไขปัญหาหนี้เสียจึงต้องมองในภาพรวม หากต้องการให้ประเทศไทยดีขึ้นอย่างแท้จริง ควรแก้ปัญหาหนี้เสียทั้งระบบ

ด้าน บล.เอเซีย พลัส ให้ความคิดเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ที่ยังไม่มี JV AMC อย่าง BBL (ปกติ BBL เน้นการแก้หนี้ NPL ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้), KTB, SCB และ TTB มีโอกาสจัดตั้ง JV AMC ในครั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระให้ลูกหนี้ ตามเจตนารมณ์ของภาครัฐ ขณะที่ปัจจุบัน KBANK มี JV AMC จำนวน 2 แห่ง กับ JMT และ BAM แล้ว

กรณีที่มีการจัดตั้ง JV AMC ขึ้นมาใหม่ เปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์มีช่องทางในการบริหารจัดการ NPL มากขึ้น ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่าธนาคารพาณิชย์ใหญ่ที่มีพอร์ตรายย่อย และ Coverage ratio สูง (ก่อนขาย NPL ต้องตั้งสำรองให้ครอบคลุมก่อน) อย่าง KTB (Coverage ratio สูงอันดับ 2 ของกลุ่มฯ ที่ 202%) จะได้เปรียบกว่า SCB (154%) และ TTB (151%)

ส่วน TISCO และ KKP รวมถึงกลุ่มจำนำทะเบียนรถ ปกติแล้วการบริหารจัดการ NPL ที่มีหลักประกันเป็นรถยนต์ การบริหารจัดการ NPL ผ่านการขายรถยึด คล่องตัวกว่าจัดการผ่าน AMC จึงได้ประโยชน์น้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ใหญ่ ตามความเห็นฝ่ายวิจัย

ฝ่ายวิจัย มองว่าการแก้หนี้ NPL ข้างต้น ช่วยเรื่อง NPL ระยะสั้น แต่การลด NPL อย่างยั่งยืน ต้องใช้การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่ New Capex cycle ของประเทศ ซึ่งคาดหวังจะเกิดขึ้นจากนโยบายของแต่ละพรรคในการเลือกตั้งใหม่ปีหน้า

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ