posttoday
ธปท.เตือน ศึกษาข้อมูล ก่อนฝากเงิน

ธปท.เตือน ศึกษาข้อมูล ก่อนฝากเงิน

07 กุมภาพันธ์ 2554

โพสต์ทูเดย์ — ธปท. เตือนประชาชนรับมือ พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากลดความคุ้มครองเหลือ 50 ล้านต่อบัญชีในปีนี้

นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ฐานะของสถาบันการเงินในไทยค่อนข้างดีมาก มีความมั่นคง มีกำไรที่ดี จึงไม่น่าห่วงเรื่องความไม่น่าเชื่อ หรือทำให้ผู้ฝากไม่มั่นใจโยกเงินฝากไปหาธนาคารขนาดใหญ่อื่น จากเหตุผลกฎหมายมีผลบังคับใช้

ปัจจุบันเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ทุกธนาคารสูงกว่ากฎหมายกำหนดที่ 8.5% โดยระบบเฉลี่ยอยู่ที่ 1516% ไม่ว่าจะธนาคารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ธปท. จึงไม่ห่วงปัญหาการโยกเงินฝากในช่วง 12 ปีนี้ ที่กฎหมายจะมีผลในการลดวงเงินคุ้มครองเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท

“ฐานะแบงก์ในระบบตอนนี้ค่อนข้างดีมาก ไม่มีปัจจัยในแง่ที่น่าห่วง จึงไม่คิดว่าจะมีการโยกเงินเพราะเรื่องความไม่น่าเชื่อถือ ด้านดอกเบี้ยเงินฝากที่ให้แก่ผู้ฝาก แบงก์เล็กหรือแบงก์ใหญ่ก็ให้ไม่ต่างกันมากนัก ฉะนั้นเรื่องดอกเบี้ยไม่น่าจะเป็นปัจจัยให้โยกเงินหลังเลิกคุ้มครอง 100% เช่นกัน ที่สำคัญแบงก์เล็กมีการเข้าถึงลูกค้าค่อนข้างดี ทำความเข้าใจเข้าหาประชาชนผู้ฝากเงินได้ง่ายกว่าแบงก์ใหญ่ ยิ่งไม่น่าห่วงเรื่องการโยกเงินจนเกิดความปั่นป่วนแต่อย่างใด” นายสรสิทธิ์ กล่าว

นายสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนค่อนข้างมากขึ้น ว่าเงินฝากยังได้รับการคุ้มครองดีเยี่ยมอย่างไร หรือจะมีการค่อยๆทยอยลดวงเงินคุ้มครองอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่ตัวเมืองในต่างจังหวัดซึ่งได้มีการร่วมมือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงการคลังมากขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อทำให้ประชาชนผู้ฝากเงินมีความเข้าใจพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 ที่จะมีผลทำให้เงินฝากที่รัฐบาลเคยคุ้มครอง100% เปลี่ยนเป็นคุ้มครองวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร เริ่มตั้งแต่11 ส.ค.ปีนี้ และคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร เริ่มตั้งแต่ 11 ส.ค.ปี 2555 เป็นต้นไป ได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

“การชี้แจงผ่านสื่อช่องทางต่างๆที่เรากำลังทำ น่าจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น ทำให้เราไม่ห่วงว่าจะเกิดความวุ่นวายในระบบการเงิน หรือมีประชาชนโยกเงินฝากจากธนาคารขนาดเล็กมาธนาคารขนาดใหญ่ เพราะความจริงการคุ้มครองไม่เกิน1 ล้านบาทตามที่กฎหมายกำหนดนั้น ครอบคลุมผู้มีบัญชีเงินฝากถึง 98.5% ของระบบ เรียกว่าคุ้มครองมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว ” นายสิงหะกล่าว

&<2288;

ส่วนที่เหลือที่มีบัญชีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาทนั้นส่วนใหญ่เป็นองค์กรธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ กองทุนรวม ซึ่งอยู่ในฐานะบริหารความเสี่ยงได้เองอยู่แล้ว เรื่องจะมาตื่นตระหนกโยกเงินฝากจึงน่าจะไม่มี หรืออาจจะมีโยกบ้างในประเภทบัญชีที่หาผลตอบแทนสูงขึ้น เพราะไหนๆก็ไม่คุ้มครอง 100%อยู่แล้วโยกไปหาธนาคารที่ให้ผลตอบแทนสูงเลยดีกว่า ก็อาจจะมีบ้าง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากจะไม่ทำให้ระบบเงินฝากปั่นป่วน ชี้ไม่กังวลประชาชนจะตื่นตระหนกแห่โยกเงินฝากจากธนาคารขนาดเล็กไปธนาคารขนาดใหญ่

&<2288;

สรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ฐานะของสถาบันการเงินในไทยค่อนข้างดีมาก มีความมั่นคง มีกำไรที่ดี จึงไม่น่าห่วงเรื่องความไม่น่าเชื่อ หรือทำให้ผู้ฝากไม่มั่นใจโยกเงินฝากไปหาธนาคารขนาดใหญ่อื่น เพราะปัจจุบันเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส)ทุกธนาคารสูงกว่ากฎหมายกำหนดที่ 8.5% โดยระบบเฉลี่ยอยู่ที่ 1516% ไม่ว่าจะธนาคารขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ธปท.จึงไม่ห่วงปัญหาการโยกเงินฝากในช่วง 12 ปีนี้ที่กฎหมายจะมีผลในการลดวงเงินคุ้มครองเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท

&<2288;

“ฐานะแบงก์ในระบบตอนนี้ค่อนข้างดีมาก ไม่มีปัจจัยในแง่ที่น่าห่วง จึงไม่คิดว่าจะมีการโยกเงินเพราะเรื่องความไม่น่าเชื่อถือ หรือจะมาดูในด้านดอกเบี้ยเงินฝากที่ให้แก่ผู้ฝาก แบงก์เล็กหรือแบงก์ใหญ่ก็ให้ไม่ต่างกันมากนัก ฉะนั้นเรื่องดอกเบี้ยไม่น่าจะเป็นปัจจัยให้โยกเงินหลังเลิกคุ้มครอง 100% เช่นกัน ที่สำคัญแบงก์เล็กมีการเข้าถึงลูกค้าค่อนข้างดี ทำความเข้าใจเข้าหาประชาชนผู้ฝากเงินได้ง่ายกว่าแบงก์ใหญ่ ยิ่งไม่น่าห่วงเรื่องการโยกเงินจนเกิดความปั่นป่วนแต่อย่างใด” นายสรสิทธิ์กล่าว

ด้านรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดว่า ผลจากการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากในปีนี้จะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเงินฝากของธนาคารพาณิชย์มากนัก อย่างไรก็ตามในปีต่อไปซึ่งจะมีการลดวงเงินคุ้มครองลงมาอยู่ที่ 1 ล้านบาท นั้นเชื่อว่าจะมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยพฤติกรรมของผู้ฝากเงินจะมีแนวโน้มจะหันไปใช้บริการสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารขนาดใหญ่มีความได้เปรียบ นอกจากนี้ยังคาดว่าผู้ฝากเงินบางส่วนอาจจะหันไปลงทุนในผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ตั๋วบี/อี กองทุนต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าและมีความเสี่ยงไม่ต่างกันมากขึ้น

ทั้งนี้ ธปท.รายงานข้อมูลเงินฝากแยกตามขนาดและอายุเงินฝาก ณ เดือนพ.ย.ปี 2553 พบว่า ทั้งระบบมีบัญชีเงินฝากทุกประเภทรวมทั้งสิ้น 79.26 ล้านบัญชี มียอดเงินฝากรวม 7.24 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น1.บัญชีเงินฝากไม่เกิน 5 หมื่นบาท มี 70.11 ล้านบัญชี มียอดเงินฝาก 3.009 แสนล้านบาท 2.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 5 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท มี 3.01 ล้านบัญชี มียอดเงินฝาก 2.15 แสนล้านบาท 3.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 1 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท มี 2.35 ล้านบัญชี มียอดเงินฝาก 3.25 แสนล้านบาท 4.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 2 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท มี 1.96 ล้านบัญชี มียอดเงินฝาก 6.17 แสนล้านบาท

5.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท มี 8.84 แสนบัญชี มียอดเงินฝาก 6.41 แสนล้านบาท 6.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท มี 8.75 แสนบัญชี มียอดเงินฝาก 2.23 ล้านล้านบาท 7.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 25 ล้านบาท มี 4.73 หมื่นบัญชี มียอดเงินฝาก 7.10 แสนล้านบาท 8.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 25 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท มี 1.34 หมื่นบัญชี มียอดเงินฝาก 4.73 แสนล้านบาท 9.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท มี 5,570 บัญชี มียอดเงินฝาก 3.85 แสนล้านบาท 10.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท มี 2,231 บัญชี มียอดเงินฝาก 3.07 แสนล้านบาท 11.บัญชีเงินฝากเกินกว่า 200 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท มี 1,128 บัญชี มียอดเงินฝาก 3.43 แสนล้านบาท และ 12.บัญชีเงินฝากตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป มี 504 บัญชี มียอดเงินฝาก 6.94 แสนล้านบาท

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก