posttoday
เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต! กลยุทธ์เก่าใช้ไม่ได้ในยุค “3 น้อย”

เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต! กลยุทธ์เก่าใช้ไม่ได้ในยุค “3 น้อย”

09 ตุลาคม 2568

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ไทยยังใช้ “กลยุทธ์เก่าบนภูมิทัศน์ใหม่” แนะปรับโมเดลเศรษฐกิจรับยุค “3 น้อย” ให้ความสำคัญ “Soft Infrastructure” หนุนคนทำธุรกิจง่ายขึ้น

KEY

POINTS

  • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ โลกเปลี่ยนจากยุค “3 มาก” ไปสู่ยุค “3 น้อย” ทำให้โมเดลเศรษฐกิจแบบเก่าของไทยที่เน้นผลิตปริมาณมากใช้ไม่ได้ผล
  • เสนอให้ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ 3 ด้าน คือ สร้างมูลค่าจากศักยภาพภายใน ประชาชนมีส่วนร่วมจากฐานราก) สร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและเป็นธรรม 
  • พัฒนาฝั่งอุปทาน สร้างโอกาสที่เท่าเทียม และปฏิรูปประสิทธิภาพของภาครัฐเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน กล่าวภายในงาน Thailand Economic Outlook 2026 จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่า โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี แต่ประเทศไทยยังคงใช้ “กลยุทธ์เก่า” ที่ไม่สอดคล้องกับ “ภูมิทัศน์ใหม่” ของโลก

 

“เรารู้ว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว และพยายามปรับตัวอยู่ตลอด แต่การมองและการปรับทิศทางของเรายังตั้งอยู่บนฐานความคิดแบบเดิม เหมือนพยายามขับรถที่มีล้อในโลกที่กลายเป็น Water World สุดท้ายก็จมอยู่ดี” 

 

โลกจากยุค “3 มาก” สู่ “3 น้อย”

ดร.สมประวิณ อธิบายว่า โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นยุคของ “3 มาก” ได้แก่

  1. คนมาก คือประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ทำให้ปริมาณ มีความสำคัญ
  2. ความร่วมมือมาก มีเวทีความร่วมมือพหุภาคีจำนวนมาก 
  3. กิจกรรมทางเศรษฐกิจมาก ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันสร้างความเติบโต

 

แต่โลกปัจจุบันกลับกลายเป็น “3 น้อย”

  1. คนน้อยลง  โครงสร้างประชากรแก่ตัวทั่วโลก
  2. ความร่วมมือน้อยลง การเมืองโลกแยกขั้ว ประเทศต่าง ๆ พึ่งพาตนเอง
  3. กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนตัวมากขึ้น แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงของตนเองมากกว่าความร่วมมือ

 

“วันนี้ความร่วมมือแบบในอดีตแทบไม่เหลือแล้ว โลกเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจและการแข่งขันเพื่อความอยู่รอด” 

 

ปรับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องยุค 3 น้อย 

 

ดร.สมประวิณ กล่าวว่า กลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในอดีตนั้น “ถูกต้องตามบริบทโลกในยุคนั้น” เพราะเป็นยุคที่ต้องผลิตให้ได้มาก ถูก และเร็ว เพื่อแข่งขันในตลาดโลก แต่ในยุค 3 น้อย แนวทางดังกล่าวใช้ไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากกว่าปริมาณ

 

โดยเสนอให้ไทยปรับกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่

  1. จาก Outside-in เป็น Inside-out เปลี่ยนจากการพึ่งพาซัพพลายเชนโลก มาสร้างมูลค่าจากศักยภาพภายในประเทศ
  2. จาก Top-down เป็น Bottom-up เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้น
  3. จาก Exclusive เป็น Inclusive Growth ทำให้การเติบโตครอบคลุม ไม่จำกัดอยู่เพียงบางกลุ่ม

 

สร้างโอกาสเท่าเทียม พัฒนาฝั่งอุปทาน

 

ดร.สมประวิณ กล่าวอีกว่า หัวใจของการเปลี่ยนผ่านคือ การพัฒนา “ฝั่งอุปทาน” (Supply Side) หรือ “การพัฒนาตัวเราเอง” โดยเริ่มจากฐานรากของสังคม เราต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน ทั้งในด้านการเข้าถึงทรัพยากร การเข้าสู่ตลาด และการแข่งขัน

 

อย่างไรก็ตาม รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด แต่ควรทำให้ตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม

 

ดร.สมประวิณ กล่าวว่า แม้ไทยจะให้ความสำคัญกับ “Hard Infrastructure” เช่น สนามบินหรือรถไฟความเร็วสูง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “Soft Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งช่วยให้คนทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยมีองค์ประกอบคือ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน และระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ

 

“เรามักเรียกร้องให้เอกชนเพิ่มผลิตภาพหรือสร้างนวัตกรรม แต่ไม่ค่อยมีใครถามว่า ‘ผลิตภาพของภาครัฐ’ เป็นอย่างไร ทักษะของแรงงานรัฐ หรือความคิดเชิงนวัตกรรมของรัฐอยู่ตรงไหน ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯระบุว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง 5 อันดับ โดยสาเหตุหลักคือ ‘ประสิทธิภาพของรัฐ’ ดังนั้นสิ่งที่ต้องปฏิรูปมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ 'รัฐ' แต่คือ กลไกการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ ทั้งระบบ” ดร.สมประวิณ กล่าวทิ้งท้าย 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69