
“ศุภจี” แนะไทยปรับตัวรับ 4 เทรนด์โลก ก่อนตกขบวน ลุยปิดดีลภาษีสหรัฐฯ ปลายปีนี้
รมว.พาณิชย์ ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัวรับ 4 เทรนด์ใหญ่โลกเปลี่ยน ดันไทยแข่งขันได้บนเวทีโลก พร้อมเร่งปิดดีลภาษีสหรัฐฯโค้งสุดท้ายปลายปี จับตาเงินฝืดกระทบเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แนะให้ไทยเร่งปรับตัวรับ 4 เทรนด์สำคัญของโลก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและไม่ให้ตกขบวน
- เทรนด์สำคัญ 4 ด้านประกอบด้วย การแข่งขันทางการค้าและห่วงโซ่อุปทาน, การลดคาร์บอน, การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI, และโครงสร้างประชากรสูงวัย
- กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าเร่งเจรจาข้อตกลงด้านภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ ให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่ง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในเวทีสัมมนา Thailand Economic Outlook 2026 : Out of the Trap จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s Opportunities & Challenges” โดยเน้นย้ำว่า ไทยต้องเร่งปรับตัว “ก่อนตกขบวน” โลก ด้วยการจับ 4 เทรนด์สำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความสามารถในการแข่งขัน
นางศุภจี ชี้ว่า บริบทเศรษฐกิจโลกขณะนี้เต็มไปด้วยความผันผวนสูง ทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีการตั้งกำแพงภาษีและเจรจาข้อตกลงการค้าหลากหลายรูปแบบ ไทยจึงต้องไม่พลาดโอกาสและต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับ “4 เทรนด์โลกสำคัญ” ที่กำหนดทิศทางการค้าในอนาคต
4 เทรนด์สำคัญที่ไทยต้องให้ความสำคัญ ได้แก่
1.การแข่งขันทางการค้าและห่วงโซ่อุปทาน
การแข่งขันสูงขึ้นในทุกมิติ หลายประเทศพยายามจับคู่ทางการค้าและตั้งศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทาน ไทยต้องวางตัวให้เป็นศูนย์กลางและลดการพึ่งพาต่างประเทศ
2.การลดคาร์บอน (Decarbonization)
ประเทศผู้นำ เช่น กลุ่มยุโรป มีมาตรการเข้มงวด เช่น CBAM ทำให้สินค้าจากไทยต้องปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องหรือตกขบวน
3.การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI
AI เป็นทั้ง “ภัยคุกคาม” และ “โอกาส” โดยไทยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเอง แต่ต้องใช้ให้เป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
4.โครงสร้างประชากรสูงวัยสูงขึ้น
ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบแล้ว ส่งผลต่อการบริโภคและแรงงานในระบบ หากไม่ปรับตัว เศรษฐกิจจะชะลอลงเรื่อย ๆ
“จะเห็นว่าการแข่งขันของไทยถูกท้าทายจากเรื่องเหล่านี้ ทั้งเรื่องการแข่งขัน เทรนของโลก การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถ้าเราไม่ปรับตัวไม่เร่งเปลี่ยนแปลงเราจะลำบากแน่นอน ดังนั้นไทยต้องไม่ตกขบวน ต้องรีบปรับตัวและเลือกจับเทรนด์ให้ถูก” นางศุภจีกล่าว
อีกประเด็นสำคัญ คือ การเร่งเจรจาภาษีนำเข้า และข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของไทย เนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยมูลค่าสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท เดิมรัฐบาลก่อนเจรจาอัตราภาษีไว้ที่ 19% ต้องชื่นชมถือเป็นระดับที่แข่งขันได้ รัฐบาลชุดนี้จึงต้องเร่งสรุปรายละเอียดด้านเทคนิค เช่น กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) และมูลค่าเนื้อหา (Value Content) ให้ทันเวลา
“ เรามีความตั้งใจเร่งการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐให้จบสร็จสมบูรณ์ ให้ได้ภายในปลายปีนี้ เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง หากเจรจาไม่ได้เราจะลำบาก จะส่งผลต่อการส่งออกไทย ถ้าเราทำได้ดี อาจเกิด Trade Diversion ที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการที่ประเทศอื่นต้องหาตลาดใหม่” นางศุภจี กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนด 3 ยุทธศาสตร์หลัก และ 7 นโยบายเร่งด่วน ซึ่ง นโยบายล้อไปกับภาครัฐ คือ "กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว" ตามนโยบาย "Quick Big Win"” ของรัฐบาล ได้แก่ ยุทธศาสตร์
1. ปรับสินค้าเกษตรเป็น Demand-Driven เปลี่ยนจากการผลิตตามความเคยชิน สู่การผลิตตามความต้องการของตลาด
2.ผลักดันไทยเป็น Future Food Hub ใช้เทคโนโลยีและ R&D ขับเคลื่อนสินค้าอาหารมูลค่าสูง
3.พัฒนาระบบการค้าดิจิทัล สร้าง Trade Intelligence System และแพลตฟอร์ม รองรับการค้าทันสมัย
ส่วน 7 นโยบายพาณิชย์ คือ เสริมรายได้ภาคเกษตร เช่น โครงการทองเขียว, บริหารสต็อกข้าว ,ขยายตลาดส่งออกด้วย FTA และ Trade Mission ,เร่งปิดดีล FTA กับ EU, อินเดีย ,ลดค่าครองชีพผ่านมหกรรมธงฟ้า, ค่ายา, ค่าส่งสินค้า ,พัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ,ส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น และส่งเสริมบริษัทสีเขียว และครัวไทยสู่โลก
นางศุภจีย้ำว่า ไทยยังมีโอกาสหากปรับตัวทัน โดยเฉพาะจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์และห่วงโซ่อาหารครบวงจร พร้อมทั้งผลักดันเศรษฐกิจฐานความรู้ โดยรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่น เอกชนคือตัวจริง และประชาชนต้องได้รับประโยชน์ หากต้องการพาประเทศออกจากกับดักเดิม ต้องเริ่มที่ “เปลี่ยนทัศนคติ” โดยหันมาเน้นเศรษฐกิจเชิงมูลค่า (Value-based Economy) และร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง







