posttoday

ธนาคารโลกชี้ ‘ไทยสลัดไม่หลุดกับดักรายได้ปานกลาง’ หากเศรษฐกิจยังโตแค่ 2%

09 ตุลาคม 2568

ธนาคารโลกเตือน ไทยยังโตช้าเมื่อเทียบกับเป้าหมายรายได้สูง แนะจับ 3 โอกาสใหญ่—เศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และบริการ กุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางโลกร้อนและการกีดกันทางการค้า

KEY

POINTS

  • ธนาคารโลกชี้ว่าเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเพียง 2% จะไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ และจำเป็นต้องเติบโตให้ถึง 5% ต่อปีเพื่อเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037
  • การเติบโตของไทยเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น การค้าโลกที่ชะลอตัว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาประชากรสูงวัยในประเทศ
  • ทางรอดของไทยคือการมุ่งเน้น 3 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เศรษฐกิจสีเขียว, เทคโนโลยีดิจิทัล (โดยต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน) และภาคบริการ (โดยต้องปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุน)

เมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา ได้ฉายภาพให้เห็นถึงฉากทัศน์ของเศรษฐกิจโลก ภายในงาน Thailand Economic Outlook 2026 จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ วันนี้ (9 ตุลาคม 2568)  ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทาย หลายประการ

 

เริ่มตั้งแต่ การค้าโลกจะเติบโตแค่เพียง 1.8% เนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหาอย่างภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้โลกกลับไปสู่ยุคแห่งการกีดกันทางการค้า และการย้ายฐานการผลิตกลับไปยังประเทศ หรือประเทศพันธมิตรของตัวเอง

 

“ สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับประเทศไทยอย่างมาก  เนื่องจากการส่งออกของไทยคิดเป็น 70% ของ GDP”

 

เมลินดา กู้ด

ปัญหาที่ตามมา คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยสูงถึง 7-14% ไปจนถึงปี 2050 

 

และแนวโน้มใหญ่ที่สามคือ เทคโนโลยี ที่กำลังเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งและขยายกรอบความ ‘เหลื่อมล้ำ’ ให้กว้างขึ้น เพราะเทคโนโลยีจะทำบริษัทบางแห่งได้เปรียบเท่านั้น

 

3 ประเด็นดังกล่าวคือประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องนึกถึง ท่ามกลางปัญหาประชากรสูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น!

อยากหลุดกับดักรายได้ปานกลาง จำเป็นต้องเติบโต 5%

 

เมลินดากล่าวว่าประเทศไทยตั้งเป้ารายได้ เพื่อให้บรรลุการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ซึ่งทำให้ไทยจำเป็นต้องมีการเติบโตของ GDP ราว 5% ซึ่งจะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในปี 2037 แต่ปัจจุบันไทยเติบโตราว 2% 

 

“ช่องว่าง 3% อาจจะฟังดูไม่เยอะมาก แต่ช่องว่างนี้คืออุปสรรคที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และถ้าหากไทย ยังเติบโตในอัตรานี้ เป้าหมายก็จะยิ่งไกลออกไปมากขึ้น“

 

3 ทางเลือก-ทางรอด ประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังพอมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา เผยว่า ไทยยังคงมีพื้นที่นโยบาย มีตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน และเมื่อพูดถึง 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประเทศไทยมี 3 ด้านที่สำคัญ ที่จะเป็นทางรอด ได้แก่

 

1. เศรษฐกิจสีเขียว  เนื่องจากในปี 2030 รถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตขึ้น 5 เท่า แผงโซลาร์เซลล์เติบโตขึ้น 3 เท่า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว

 

”ไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมชั้นนำของโลก ส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ 4.2%ที่กำลังเติบโต“

 

อย่างไรก็ตาม แม้ประสิทธิภาพในธุรกิจสีเขียวของไทยมีสูงมาก แต่การส่งออกธุรกิจสีเขียวของไทยยังอยู่ที่ 10%

 

นอกจากนี้ ยังต้องเน้นประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีรายงานระบุว่า GDP จะลดลงไดตั้งแต่ 7-14%  หากไม่มีการจัดการที่ดี ภายในปี 2050

 

“ยกตัวอย่างเช่น การขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในพื้นที่ EEC การกัดเราะอย่างรุนแรงของพื้นที่ชายฝั่งซิ่งอาจทำให้สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวที่เราประเมินไว้คือราว 9 พันล้านดอลลาร์ ใน 25 ปีข้างหน้า หรือราว 2.4% ของ GDP”

 

ธนาคารโลกชี้ ‘ไทยสลัดไม่หลุดกับดักรายได้ปานกลาง’ หากเศรษฐกิจยังโตแค่ 2%

เมลินดายังกล่าวถึงคีย์สำคัญที่จะจัดการกับปัญหานี้ นั่นคือ ภาครัฐต้องลงทุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น การจัดการน้ำท่วมและเกษตรกรรมอัจฉริยะที่เกี่ยวข้องกับการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศด้วย

 

ทั้งนี้ ธนาคารโลก พบว่าการไหลเวียนของเงินทุนในภาคเอกชนในเศรษฐกิจสีเขียว มีตัวเลขในปี 2022 สูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตขึ้น แต่มีเม็ดเงินเพียง 14% เท่านั้นที่เป็นการลงทุนนอกประเทศจีน

 

2. การแข่งขันด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซิ่งเติบโตขึ้น 5 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาข้อมูลทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าได้มีการสร้างและจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น 90 เท่า

 

สำหรับไทยเป็นประกาศที่เข้าถึงการใช้มือถืออย่างกว้างขวาง จากข้อมูลพบว่าหากไทยสามารถก้าวเข้ามาเท่าทันประเทศอื่นๆ ในเรื่องดิจิทัลในระดับเดียวกัน จะสามารถเพิ่มการลงทุนได้กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เพราะแค่อีคอมเมิร์ซและ Fin Tech เพียงอย่างเดียวก็สามารถสร้างรายได้ราว 600 ล้านดอลลาร์ต่อปีนอกจากนี้ Food Tech และ Travel Tech ของประเทศไทยก็โดดเด่นเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญของประเทศไทยคือทักษะของแรงงานเนื่องจากพบว่าคนไทยมีทักษะทางด้านดิจิทัลระดับกลางแค่เพียง 5% และทักษะดิจิทัลขั้นสูงแค่เพียง 1% เท่านั้น

การยกระดับทักษะดิจิทัลจึงเป็นตัวสำคัญที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้นอกจากนี้ยังทำให้ผู้หญิงและประชากรสูงวัยสามารถเข้ามาอยู่ในระบบได้อีกทางด้วย

 

3.การแข่งขันด้านบริการ  จากข้อมูลพบว่า 2 ใน 3 ของจีดีพีโลกอยู่ในภาคบริการ สำหรับประเทศไทย 3 ใน 4ของผลผลิตและงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในภาคภาคบริการเช่นกัน

ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบ เช่น ด้านสุขภาพ  ด้าน Wellness ด้านการท่องเที่ยวและ Fin Tech แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังละทิ้งข้อได้เปรียบส่วนนี้ไป

เนื่องจากประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาในการขยายขนาดของธุรกิจและทำให้บริษัทชั้นนำเลือกประเทศเพื่อนบ้านแทนเนื่องจากข้อจำกัดส่วนนี้ 

 

เมลินดา กู้ด ยังได้ให้คำแนะนำสามข้อในประเด็นดังกล่าว ได้แก่

1. การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการลงทุนซ้ำรวมถึงการผ่อนปรนข้อกำหนดของผู้ถือหุ้นภายใต้พระราชบัญญัติธุรกิจต่างด้าว

2. อนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายของผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะได้มากขึ้นและ

3. รัฐลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทักษะแรงงาน

 

ข่าวล่าสุด

ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิกดูงานต่างประเทศหลังครม.มีมติประหยัดงบประมาณภาครัฐ