
ความมั่นใจในเงินยูโรภายหลัง WEF
....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ยูโรโซน หรือประเทศใช้เงินสกุลยูโรเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในประเทศอย่างเป็นทางการ ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2542 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวนรวม 16 ประเทศ ประชากรรวม 329 ล้านคน ซึ่งมากกว่าสหรัฐ ซึ่งมีประชากร 310 ล้านคนเสียอีก การใช้เงินตราร่วมกันนี้ได้ส่งผลดีต่อประเทศเหล่านี้อย่างมากมายมหาศาล ทำให้สามารถทำธุรกิจซื้อขายและเปลี่ยนสินค้าบริการและการลงทุนได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงิน รวมถึงไม่ผ่อนห่วงใยกับปัญหาการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจลดลงมาก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการที่หลายประเทศในยูโรโซน เช่น กรีซ ไอร์แลนด์ สเปน ฯลฯ ได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อเงินยูโรเป็นอย่างมาก โดยมีการหวั่นเกรงว่าประเทศที่ประสบปัญหาเหล่านี้อาจจะยกเลิกการใช้เงินยูโรในอนาคต เพื่อให้ตนเองสามารถปรับตัวทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้จำนวนประเทศที่ใช้เงินยูโรลดลง จะส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้มีความนิยมใช้เงินสกุลยูโรลดน้อยลง กระทบต่อความสามารถที่จะท้าทายสกุลเงินเหรียญสหรัฐในฐานะสกุลเงินหลักของโลกในอนาคต
การประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวบนภูเขาสำหรับเล่นสกีของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือน ม.ค. 2554 ได้ผ่อนคลายความกังวลในเรื่องนี้ลงไปได้มาก เนื่องจากบรรดาผู้นำของกลุ่มยูโรโซนต่างผลัดออกมากล่าวอย่างหนักแน่นว่า จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เงินยูโรอยู่รอด
นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส กล่าวยืนยันว่า ตัวเขาเองและนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีตั้งใจจะปกป้องรักษาเงินยูโรเอาไว้ เนื่องจากสำคัญมากต่อสันติภาพและความมั่งคั่งของทวีปยุโรป พร้อมกับกล่าวเตือนบรรดานักเก็งกำไรด้วยความหวังดีว่าจงมองเงินของตนเองเอาไว้ให้ดี อย่านำเงินมาเล่นพนันว่าค่าเงินยูโรจะตกต่ำลง มิฉะนั้นจะขาดทุนจำนวนมาก
ขณะที่นางอังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ได้กล่าวเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2554 ว่าเงินยูโรเป็นมากกว่าที่จะเป็นเพียงแค่เงินตราของยุโรป แต่เป็นยุโรป หากเงินยูโรล้มเหลวแล้ว ยุโรปก็ล้มเหลวเช่นเดียวกัน แม้ว่าประเทศในกลุ่มใช้เงินยูโรบางประเทศประสบปัญหาหนี้ แต่เป็นวิกฤตเกี่ยวกับหนี้สินของประเทศนั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่วิกฤตของเงินยูโรแต่อย่างใด
ส่วนนายโวล์ฟกัง ชูเบิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเยอรมนี ได้ให้ทัศนะว่าสถานการณ์ในอนาคตของประเทศกลุ่มเงินยูโรจะดีขึ้น โดยไม่ต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่เหมือนกับในอดีต เนื่องจากประเทศสมาชิกได้เรียนรู้บทเรียนครั้งสำคัญในช่วงที่ผ่านมา และประเทศกลุ่มยูโรโซนจะพยายามดำเนินนโยบายทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมไปในทิศทางเดียวกัน
คำกล่าวยืนยันข้างต้น ทำให้บรรดานักการธนาคารต่างมั่นใจว่าผู้นำสหภาพยุโรปจะร่วมมือเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประเทศกลุ่มใช้เงินยูโรที่ประสบปัญหาให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว โดยนาย Bob Diamond หัวหน้าผู้บริหารของธนาคาร Barclays ถึงกับกล่าวอย่างโล่งใจว่า ทำให้สิ้นสงสัยแล้วเกี่ยวกับประเด็นการอยู่รอดของเงินยูโร โดยยังคงมีปัญหาเฉพาะประเด็นที่ว่าค่าเงินยูโรยังผันผวนอยู่มาก เนื่องจากประเทศสมาชิกบางแห่งยังมีปัญหา แต่ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โตเพียงพอที่จะทำลายเงินยูโรทั้งระบบแต่อย่างใด
อนึ่ง ผู้นำกลุ่มประเทศกลุ่มยูโรโซนมีเป้าหมายประชุมสุดยอดเพื่อออกมาตรการในช่วงต้นเดือน มี.ค. 2554 ที่จะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือของกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินของยุโรป (European Financial Stability FacilityEFSF) และปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้เงินกองทุน โดยผ่อนผันให้มีระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ยาวนานขึ้น อัตราดอกเบี้ยต่ำลง โดยมีข่าวว่าธนาคารกลางของเยอรมนีจะเสนอให้ขยายระยะเวลาชำระหนี้คืนของกรีซและไอร์แลนด์จากปัจจุบัน 3 และ 7 ปี ตามลำดับ เป็นยาวนานถึง 30 ปี ซึ่งจะช่วยให้ทั้ง 2 ประเทศ สามารถปรับโครงสร้างหนี้ที่มีเจ้าหนี้เป็นภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น







