
"กรณ์ จาติกวณิช" ชี้ปฏิรูปโครงสร้างคือกุญแจอนาคตเศรษฐกิจไทย
เวทีเสวนาเศรษฐกิจ 2568 กรณ์ จาติกวณิช เสนอปฏิรูปพลังงาน เกษตร การเงิน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างจุดยืนใหม่ให้ไทยในภูมิภาค
KEY
POINTS
- กรณ์ จาติกวณิช ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัยและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาระยะสั้น
- พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปในภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปพลังงานโดยแยกการผลิตและการส่งไฟฟ้า, การรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง, และการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในภาคการเงินเพื่อลดต้นทุนและคอร์รัปชัน
- และย้ำถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง เช่น การแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Soft Power) โดยต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ค่ำวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้บริหารจากกว่า 40 บริษัทชั้นนำในไทยได้มารวมตัวกันในงานเสวนา “Unlocking Thailand’s Potential – Navigating Challenges and Seizing Opportunities” จัดโดยโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทย บรรยากาศไม่ใช่เพียงการพบปะสังสรรค์ แต่เป็นพื้นที่ถกเถียงถึงอนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยมี กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีคลังและนักลงทุน ร่วมแบ่งปันมุมมอง
ในปีนี้ โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ได้ร่วมจัดงานกับพันธมิตรทั้ง 2 ได้แก่ Kuvera Capital Company Limited และ Ultimate Destiny โดย Kuvera Capital เป็นบริษัทไพรเวทอิควิตี้และการลงทุนทางเลือก โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในระยะยาวผ่านโอกาสในการพลิกฟื้นธุรกิจ การลงทุนด้านโลจิสติกส์ และสถานการณ์พิเศษต่าง ๆ ส่วน Ultimate Destiny เป็นบริษัทที่ปรึกษาและฝึกอบรมระดับพรีเมียม ที่ผสานภูมิปัญญาตะวันออกเข้ากับศาสตร์การพัฒนาองค์กรสมัยใหม่
เศรษฐกิจไทยในจุดเปลี่ยน
กรณ์เริ่มด้วยการชี้ให้เห็นข้อจำกัดที่ฉุดรั้งประเทศ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ถดถอย ถึงขั้นเจ้าตัวเองยอมรับว่าเคยถอนการลงทุนจากตลาดทุนไทย แต่ท่ามกลางความท้าทาย เขาเห็นแสงสว่าง การเมืองที่ผู้คนตื่นรู้มากขึ้น การเปลี่ยนผ่านอำนาจโดยสันติ และสังคมที่เข้าใจว่า “การชุมนุมบนถนนอย่างเดียวไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สามาถสร้างจุดยืนใหม่ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในภูมิภาคได้
นายกรณ์เน้นว่า การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง จำเป็นต้องเกิดควบคู่กั
ในภาคเกษตรกรรม กรณ์เสนอให้รวมกลุ่
เขากล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้
ในด้านการเงิน ได้ชี้ให้เห็นถึงต้นทุ
ส่วนในประเด็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้เน้นย้ำถึงทุนวั
สุดท้ายได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของผู้นำที่มองการณ์ไกลและมีวิสัยทัศน์ ในการกำหนดอนาคตของประเทศไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนร่วมกันผลักดันโครงการที่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้งเพื่อความก้าวหน้าในระยะยาว พร้อมแสดงความมั่นใจในความสามารถของประเทศไทยที่จะปรับตัวและพัฒนาระบบการปกครองให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและเศรษฐกิจ







