posttoday

ส่งออกไทย เริ่มแผ่ว ส.ค.โต 5.8% พิษภาษีสหรัฐเริ่มส่งผล

24 กันยายน 2568

แม้ส่งออก ส.ค. ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 14 ที่ 5.8% แต่เริ่มแผ่วจากพิษภาษีสหรัฐ หลังจากที่สหรัฐมีการเร่งนำเข้าไปก่อนหน้า ยังคาดทั้งปีไม่หลุดเป้า 2-3%

KEY

POINTS

  • การส่งออกไทยเดือนสิงหาคม 2568 ขยายตัว 5.8% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 แต่เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัว
  • มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เริ่มบังคับใช้เป็นปัจจัยกดดันหลัก ส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง
  • ปัจจัยลบอื่นที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ได้แก่ อุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง การแข็งค่าของเงินบาท และการหดตัวของสินค้าเกษตร

ส่งออกของไทยซึ่งเป็นเครื่องจักสำคัญของเศรษฐกิจไทย น่าจับตาอย่างใกล้ชิด หลังเริ่มมีสัญญาณการเติบโตที่ชะลอลง ท่ามกลางแรงกดดันมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐเริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจนในเดือน ส.ค.2568 

 

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนส.ค. 2568 มีมูลค่า 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 889,014 ล้านบาท ขยายตัว 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังคงเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกัน

ส่งออกไทย เริ่มแผ่ว ส.ค.โต 5.8%  พิษภาษีสหรัฐเริ่มส่งผล

หากหักสินค้าที่มีความผันผวนสูง เช่น น้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกจะขยายตัวที่ 5.4% แสดงให้เห็นว่าภาคการค้าไทยยังคงมีแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมหลักหลายกลุ่ม แม้เริ่มมีสัญญาณของแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีผลตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง แม้ผู้ประกอบการจะมีการปรับตัวเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านราคามากขึ้นก็ตาม ขณะที่ระดับสินค้าคงคลังในสหรัฐฯ เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

 

"ผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. เริ่มส่งผลชัดเจนต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมบางกลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง ส่งผลให้การส่งออกในเดือนส.ค.แม้จะยังขยายตัว แต่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัว หลังจากสรัฐได้เร่งนำเข้าในช่วงก่อนหน้าและอุปสงค์ที่อ่อนแอ ทำให้การสะสมสินค้าคงคลังชะลอตัวลง ขณะที่สถานการณ์ชายแดนที่ยืดเยื้อนโยบายเร่งส่งออกของอินเดีย เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว และเงินบาทแข็ง เป็นปัจจัยกดดันผู้ส่งออกไป " นายพูนพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี กลุ่มสินค้าสำคัญบางประเภทยังเติบโตได้ดี เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า และอัญมณีที่ไม่รวมทองคำ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และประเทศอาเซียนยังคงเป็นปลายทางสำคัญของการเติบโต

 

ในทางกลับกัน กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรกลับเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดยเดือนสิงหาคมมีอัตราหดตัวเฉลี่ย 10.7% เป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยเฉพาะข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ที่เผชิญการแข่งขันด้านราคาทั้งจากคู่แข่งในเอเชียและแอฟริกา

 

มูลค่าการค้ารวมในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 57,450.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออก 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (โต 5.8%) และการนำเข้า 29,707.6 ล้านดอลลาร์ (โต 15.8%) ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าราว 1,964.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในภาพรวม 8 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกไปแล้วมูลค่า 223,175.8 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.3% ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 224,880.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 11.3% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 1,704.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ในด้านเงินบาท มูลค่าการส่งออกเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 889,014 ล้านบาท กลับหดตัวร้อยละ 5.5 สะท้อนผลจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 964,331 ล้านบาท ขยายตัว 3.6 ส่งผลให้ขาดดุลการค้าในรูปเงินบาท 75,317 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ภาครัฐยังคงประเมินว่าการส่งออกไทยในปี 2568 จะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2–3% หากไม่มีความผันผวนเพิ่มเติมจากภายนอก โดยเฉพาะหากอัตราแลกเปลี่ยนยังทรงตัวที่ระดับ 34.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 24,500 ล้านดอลลาร์

 

“คาดว่าในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี หากอัตราแลกเปลี่ยนทรงตัวที่ระดับ 34.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ราว 24,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้การส่งออกทั้งปี 2568 ยังสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 2-3% ตามที่ ตั้งไว้” นายพูนพงษ์กล่าว

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. 69