posttoday
"วรภัค" ว่าที่ รมช.คลัง หนุน "Risk-Based Pricing" สางหนี้นอกระบบ

"วรภัค" ว่าที่ รมช.คลัง หนุน "Risk-Based Pricing" สางหนี้นอกระบบ

13 กันยายน 2568

วรภัค ธันยาวงษ์ หนุนกลไกดอกเบี้ยตามความเสี่ยง เปิดโอกาสลูกหนี้เสี่ยงสูงเข้าระบบการเงิน ลดพึ่งเจ้าหนี้เถื่อน สร้างเครดิตอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช.คลัง สนับสนุนแนวคิด "Risk-Based Pricing" หรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของผู้กู้ เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน
  • นโยบายนี้จะช่วยให้ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ ขณะที่ผู้กู้ที่มีประวัติดีจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง
  • การใช้เพดานดอกเบี้ยแบบตายตัวในปัจจุบัน ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคที่ผลักดันให้คนจำนวนมากต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบซึ่งมีดอกเบี้ยสูงกว่า

นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ว่าที่ รมช.คลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า อย่าตรึงเพดานดอกเบี้ยรายย่อยผิดที่ - ถึงเวลาเปิดทาง "Risk-Based Pricing" เพื่อจัดการหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน “Risk-Based Pricing” คืออนาคตของสินเชื่อไทย “เสี่ยงสูงกู้ได้ เสี่ยงต่ำกู้ถูกลง” 

 

คำนี้ไม่ใช่แค่นโยบายสวยหรู แต่เป็นการปฏิวัติวิธีคิดเรื่อง “ความยุติธรรมทางการเงิน” (financial fairness) ที่ประเทศไทยกำลังจะเดินหน้าอย่างจริงจังภายใต้โครงการ Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

สัญญาณใหม่จากธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ธปท., สศค., สมาคมธนาคารไทย และผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย 3 ราย ได้ประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรกเพื่อ kick-off การออกแบบกลไก Risk-Based Pricing (RBP) อย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย

 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ของระบบสินเชื่อไทย ที่ไม่ใช่แค่การลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ที่ดีเท่านั้น แต่ยัง เปิดประตูให้ลูกหนี้ที่เสี่ยงสูงซึ่งเคยถูกทิ้งไว้ข้างนอกระบบ ได้กลับเข้ามาในระบบการเงินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

 

เพดานดอกเบี้ยตายตัว: ปราการเก่าในโลกใหม่
ที่ผ่านมา การถกเถียงเรื่อง “เพดานดอกเบี้ย” ถูกมองว่าคือการปกป้องผู้บริโภค แต่ในโลกจริง เพดานที่ต่ำเกินไป เช่น 25% ต่อปี กลับเป็น ดาบสองคม ที่

• ทำให้ผู้ปล่อยกู้ไม่สามารถให้กู้แก่ลูกค้าที่เสี่ยงสูงได้
 • ผู้กู้จำนวนมากจึง ไม่มีทางเลือก และต้องกลับไปพึ่งพาหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ย 60–200% ต่อปี
 • ระบบการเงินจึง ไม่สามารถสร้างประวัติเครดิต ให้กับประชาชนจำนวนมากได้เลย

Risk-Based Pricing: เส้นทางใหม่ที่ดีกว่าทุกฝ่าย
กลไก RBP ที่ ธปท. และ สศค. กำลังผลักดัน จะช่วยสร้าง ระบบสินเชื่อที่มีดอกเบี้ย “ตามความเสี่ยง” ด้วยวิธีคิดใหม่ เช่น
 • ลูกหนี้ที่มีประวัติชำระดี → ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง
 • ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง → กู้ได้ในอัตราที่เหมาะสมกับความเสี่ยง โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าหนี้เถื่อน
 • ทุกคนเริ่ม “สร้างเครดิต” ได้จากศูนย์ สร้างวงจรบวกให้ชีวิตทางการเงิน

 

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการ Financial Inclusion + Responsible Lending อย่างแท้จริง และหากออกแบบดี จะ “ตัดตอน” หนี้นอกระบบจากรากฐาน

 

ไม่ใช่แค่ไทยที่คิดแบบนี้ - โลกเดินมาทางนี้แล้ว
 • อินเดีย: ยกเลิกเพดานดอกเบี้ยไมโครไฟแนนซ์ในปี 2022 ใช้สูตร risk-adjusted pricing + รายงานต่อธนาคารกลาง
 • อินโดนีเซีย: ธนาคาร BRI ใช้ RBP กับลูกค้ารายย่อยกว่า 30 ล้านราย → ลด NPL, ขยายสินเชื่อทั่วประเทศ
 • เคนยา: ปรับระบบ SME lending ด้วยการจัดระดับความเสี่ยงลูกค้าแบบโปร่งใส → สินเชื่อเติบโต 11.4% ภายในปีเดียว

 

แต่ RBP ไม่ใช่แค่ “คิดดอกเบี้ยตามใจ” - ต้องมีฝีมือ
การใช้ RBP ต้องอาศัย ความสามารถของผู้ให้บริการ อย่างจริงจัง:
 1. มี credit model ที่แม่นยำ เช่น AI/ML + ข้อมูลทางเลือก
 2. มีกลไกรับผิดชอบต่อผู้กู้ (เช่น disclosure แบบ Key Fact Statement)
 3. มีกระบวนการช่วยเหลือหนี้เสีย ที่ไม่ทิ้งลูกค้าหลังปล่อยกู้
 4. ลดต้นทุนต่อหน่วยด้วย digital infrastructure เช่น mobile underwriting
นั่นหมายความว่า ไม่ใช่ใครก็ทำ RBP ได้ - จะต้องเป็นผู้ให้บริการที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี จริยธรรม และทุนมนุษย์

 

ทางออก: ทดสอบใน sandbox ก่อนเปิดจริง
แนวคิดที่ธปท.และหน่วยงานรัฐเสนอ คือให้มีการดำเนินการในรูปแบบ pilot sandbox เพื่อประเมินว่า


 • ผู้ให้บริการสามารถใช้ระบบ RBP ได้จริงหรือไม่?
 • ระบบนี้สามารถลดหนี้นอกระบบได้จริงหรือไม่?
 • จะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในระบบอย่างไร?
หากพิสูจน์แล้วว่าได้ผล จึงจะขยายการใช้ในวงกว้าง

 

บทสรุป: นี่คือการเปลี่ยนโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนนโยบาย
หากไทยต้องการหลุดพ้นจากปัญหา “หนี้นอกระบบ” ที่เป็นโรคเรื้อรังของสังคมไทย RBP คือกลไกใหม่ที่ให้ “โอกาสกับทุกคน” ไม่ใช่แค่ “คุ้มครองเฉพาะคนที่กู้ได้อยู่แล้ว”
ประเทศไทยไม่ควรกลับไปสู่นโยบาย “ตึงเพดานดอกเบี้ยแบบเหมารวม” อีกต่อไป
แต่ควรเลือกเดินหน้า “กลไกกำหนดราคาตามความเสี่ยง” ที่เปิดโอกาสให้ ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้เติบโตอย่างยั่งยืน
 

ข่าวล่าสุด

สส. รุมสับ ผลงาน กสทช. 16 ปีล้มเหลว จี้แก้ปมควบรวมโทรคมนาคม

สส. รุมสับ ผลงาน กสทช. 16 ปีล้มเหลว จี้แก้ปมควบรวมโทรคมนาคม