
ครม.ไฟเขียวต่ออายุ VAT 7% อีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ต.ค. 68-30 ก.ย. 69
ครม.มีมติ ต่ออายุ VAT 7% ต่ออีก 1 ปี เริ่ม 1 ต.ค. 68- 30 ก.ย.69 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% ออกไปอีก 1 ปี
- มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
- การคงอัตรา VAT ไว้ที่ 7% มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า วันนี้(9 ก.ย.2568) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบต่ออายุมาตรการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 10% เหลือ 7% ต่ออีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้
“ครม.เร่งรัดพิจารณา เพราะหากรอรัฐบาลใหม่ อาจเกิดรอยต่อที่ทำให้ VAT กลับขึ้นไปที่ 10% ได้ จึงตัดสินใจใช้กรอบอำนาจเดิมต่ออายุออกไป เพื่อรักษาเสถียรภาพและสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า กรมสรรพากรได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อขยายระยะเวลาการลดอัตรา VAT ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ออกไปอีก 1 ปี
"การขยายระยะเวลาดังกล่าว เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม และช่วยสนับสนุนการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการรักษาระดับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย" นายปิ่นสาย กล่าว
ก่อนหน้านี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลจำเป็นต้อง “ชั่งน้ำหนัก” ระหว่างความจำเป็นในการจัดเก็บรายได้ภาครัฐกับภาระที่อาจตกอยู่กับประชาชน โดยยอมรับว่า ประเทศไทยตรึงอัตรา VAT ไว้ที่ 7% มานานกว่า 20 ปี ในขณะที่หลายประเทศได้ทยอยปรับขึ้นแล้ว แม้ VAT 7% จะถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานในภูมิภาค
แต่การปรับขึ้นภาษีในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบางอาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ดังนั้นหากจะเพิ่ม VAT ในอนาคต รัฐบาลต้องมั่นใจว่า รายได้จากภาษีจะถูกนำไปใช้เพื่อการลงทุน สร้างการจ้างงาน หรือช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ไม่ใช่เพียงแค่ลดหนี้สาธารณะ
สำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภค มาตรการนี้จะช่วยให้ราคาสินค้าและบริการยังคงอยู่ในระดับเดิม ลดแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว และถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ







