
นักวิชาการ ชี้วิกฤตการเมืองรอบใหม่ ซ้ำเติมความเปราะบางศก.ไทย
“สมชาย” ชี้วิกฤตการเมืองซ้ำเติมความเปราะบางเศรษฐกิจไทย – เตือนความเสี่ยงรอบด้านถาโถม หวั่นภาคธุรกิจปรับตัวยาก
KEY
POINTS
- นักวิชาการชี้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองรอบใหม่ที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ปัญหาเศรษฐกิจเดิมที่เปราะบางอยู่แล้วรุนแรงขึ้น เช่น หนี้ครัวเรือนสูง วินัยการคลังเสื่อม และการส่งออกที่ชะลอตัว
- การเมืองที่ไร้เสถียรภาพจะกดดันทุกปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ และเตือนว่าหากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจติดกับดักในระยะยาว
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวกับ สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งส่งผลให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองใหม่ที่เข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่มีสะสมอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นอีกในหลายมิติ เช่น
ภาษีทรัมป์ – การค้าโลกกดดันครึ่งปีหลัง
หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ยังไม่คลี่คลายคือ ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษีทรัมป์ที่จะเริ่มส่งผลเต็มที่ในครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งอาจฉุดภาคการส่งออกไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก
ปัญหาความมั่นคง – กัมพูชา-ชายแดนจุดเสี่ยงใหม่
แม้ความตึงเครียดจากปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจะยังไม่ส่งผลเศรษฐกิจโดยตรงในภาพรวม แต่การสั่งสมและเชื่อมโยงกับประเด็นสังคมชายแดน อาจกลายเป็นจุดเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
เศรษฐกิจขยายตัวช้า – ปัญหาจ้างงานซ้ำซ้อน
เศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้การจ้างงานยังอยู่ในภาวะเปราะบาง เมื่อรวมกับความไม่แน่นอนทางการเมือง จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก
คลื่น AI ถาโถม – ระบบการศึกษาไม่พร้อมรับมือ
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI กำลังเป็นภัยเงียบต่อแรงงานไทย เนื่องจากระบบการศึกษาไทยยังไม่สามารถรองรับการอัพสกิลของแรงงานได้ทัน ส่งผลให้คนจำนวนมากมีโอกาสหลุดจากตลาดแรงงานในอนาคตอันใกล้
หนี้ครัวเรือนพุ่ง – สะท้อนขีดความสามารถแข่งขันถดถอย
ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงสะท้อนถึงปัญหาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่เผชิญทั้งต้นทุนสูง เทคโนโลยีล้าหลัง และการเข้าถึงตลาดจำกัด ขณะที่มาตรการภาครัฐยังช่วยได้เพียงบางส่วน เช่น การลดดอกเบี้ย แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง
วินัยการคลังเสื่อม – หนี้สาธารณะใกล้แตะขีดอันตราย
รศ.ดร.สมชาย เตือนว่า ประเทศกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางการคลัง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเกิน 64% ของ GDP ในขณะที่การขาดดุลการคลังยังสูงเกินมาตรฐาน ตัวเลขงบประมาณปี 2569 ก็สะท้อนสัญญาณน่ากังวล ทั้งในแง่การลงทุนและประสิทธิภาพในการใช้จ่าย
ความไม่แน่นอนการเมือง – กดความเชื่อมั่นลงทุน
ความไม่แน่นอนหลังการวินิจฉัยของศาลฯ ยังทำให้ต้องติดตามว่าไทยจะมีรัฐบาลใหม่อย่างไร หากถึงขั้นยุบสภา ก็อาจส่งผลต่อการใช้งบประมาณและมาตรการเศรษฐกิจที่ต้องชะงัก ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ภาคเอกชนต้องช่วยตัวเอง – SME ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด
แม้รัฐบาลแทบทุกรัฐบาล จะมีบทบาทในการลดต้นทุน เช่น ดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเรื่องประคองในระยะสั้น แต่รศ.ดร.สมชายย้ำว่า “ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ต้องเร่งปรับตัวเอง” ทั้งในแง่คุณภาพสินค้า เทคโนโลยี และตลาด โดยไม่ควรรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว เพราะตลอดหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง
รศ.ดร.สมชาย ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังพอเติบโตได้ที่ระดับ 2% ในปีนี้ แต่การเมืองที่ไร้เสถียรภาพจะซ้ำเติมทุกปัจจัยเสี่ยงที่สะสมอยู่ ทั้งในและนอกประเทศ พร้อมเตือนว่าหากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจริงจัง ไทยอาจติดกับดักเศรษฐกิจระยะยาว







