
พิชัย รอประเมินผลกระทบรอบด้าน ก่อนตัดสินใจขึ้น VAT หลังสิ้นสุดมาตการ ก.ย. 68
พิชัย ยอมรับอยู่ระหว่างชั่งใจ ปรับอัตราภาษี VAT หลังสิ้นสุดมาตรการลดภาษี ขณะ RVC มีแนวโน้มไม่ถึง 50% เอื้อต่อภาคเอกชนปรับตัวท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือไม่ หลังจากมาตรการลดหย่อนเหลือ 7% จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2568
- นายพิชัย รมว.คลัง ชี้ว่าการตัดสินใจต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังเติบโตอย่างจำกัดเป็นสำคัญ
- แม้จะยอมรับว่าอัตรา VAT ของไทยต่ำกว่าประเทศอื่น แต่ยังต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียและผลกระทบโดยรวมก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาทางเลือกในการจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะการทบทวนอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการลดจาก 10% เหลือ 7% ภายในสิ้นเดือนกันยายน ปี 2568 นี้ โดยย้ำว่า ปัจจุบันอัตรา VAT ของไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ แต่การตัดสินใจปรับขึ้นต้องพิจารณาความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังขยายตัวอย่างจำกัด
"ขณะนี้ผมอยู่ระหว่างการชั่งน้ำหนักว่าจะขยายเวลาลดภาษี VAT ที่อัตรา 7% ออกไป หรือจะปรับขึ้น VAT หรือไม่ หากเทียบกับประเทศอื่น ถือว่า อัตรา VAT เราจัดอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก แต่อย่างไรก็ตามเราจะต้องพิจารณาปัญหาอื่นๆของเศรษฐกิจด้วยประกอบด้วย ส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะต้องนำไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เช่น การลงทุน การจ้างงาน และการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย มากกว่าจะนำไปลดหนี้สาธารณะเพียงอย่างเดียว" นายพิชัย กล่าว
สำหรับความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายการปฎิรูปภาษี ผ่าน Negative Income Tax (NIT) นายพิชัยกล่าวว่า รัฐบาลมีแผนจะเริ่มใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2570 โดยประชาชนเกือบทุกคนจะต้องยื่นแบบแสดงรายได้ เพื่อให้ภาครัฐสามารถระบุและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้อย่างตรงจุด นับเป็นการรวมระบบสวัสดิการให้เป็นระบบเดียวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังมีความท้าทายในการปรับใช้ โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนที่ยังไม่คุ้นชินกับการยื่นภาษี
ในประเด็นการเจรจาหลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าแหล่งกำเนิดสินค้า (Regional Value Content: RVC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ นายพิชัยเปิดเผยว่า ทิศทางการเจรจาเกี่ยวกับเนื้อหาในประเทศ (Local Content) ยังอยู่ในระดับที่ไทยสามารถยอมรับได้ แม้ยังไม่มีบทสรุปชัดเจน แต่แนวโน้มถือว่าเป็นบวก
ประเด็นสำคัญที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาคือเรื่องของประเทศที่สาม (Third Party) โดยเฉพาะสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจีน ซึ่งยังอยู่ในช่วงหารือ และอาจมีการขยายเวลาตัดสินใจเพิ่มเติม
ทั้งนี้ คาดว่าระดับ RVC อาจจะไม่ถึง 50% ตามที่บางฝ่ายกังวล โดยนายพิชัยประเมินว่าอาจใกล้เคียงระดับเดิมที่ประมาณ 40% ซึ่งจะเอื้อต่อการปรับตัวของภาคเอกชนในช่วงเปลี่ยนผ่าน







