
ครม.ไฟเขียว พ.ร.บ.NaCGA ควบรวมบสย. จัดทุนประเดิม 1 หมื่นลบ.
ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) ควบรวมบสย. เริ่มดำเนินงานภายใน 1 ปี ตั้งเป้าควบรวมภายใน 5 ปี พลิกโฉมกลไก-ค้ำประกัน ดัน SME ไทยเข้าถึงสินเชื่อ
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. จัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน
- NaCGA มีแผนที่จะควบรวมกิจการกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี
- รัฐบาลจะสนับสนุนทุนประเดิมในการจัดตั้งเป็นจำนวนเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินงาน
ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ พ.ศ. .... เพื่อจัดตั้ง สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจ SMEs
ทั้งนี้ คาดว่า NaCGA จะสามารถเริ่มดำเนินงานได้ภายใน 1 ปี และมีแผนควบรวมกิจการกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวประกอบด้วย 8 หมวด รวมทั้งสิ้น 132 มาตรา โดยหลังจากนี้จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการตรวจร่างกฎหมาย ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
สำหรับ NaCGA จะมีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่อยู่ภายใต้โครงสร้างของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยมีบทบาทสำคัญในการค้ำประกันสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
“ประเมินความเสี่ยงและค้ำประกันเครดิต” ให้พี่น้องประชาชนที่ขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และ Non-Bank โดยจะมีค่าธรรมเนียมจากคนที่มาขอสินเชื่อขั้นต่ำ 1.75% ต่อปี ซึ่งค่าธรรมจะผันแปรความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยมีรายละเอียด ดังนี้
กลไกการทำงานของ NaCGA
1. ผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อติดต่อ NaCGA เพื่อให้พิจารณาค้ำประกันเครดิตให้กับตนเอง ก่อนไปยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน
2. NaCGA จะเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบการ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงรายบุคคล การค้ำประกันตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) โดยใช้ฐานข้อมูลและแบบจำลองความเสี่ยงด้านเครดิตที่ NaCGA จัดทำขึ้นจากข้อมูลทางการเงินและข้อมูลทางเลือก
3. NaCGA จะออก “ใบค้ำประกันเครดิต” ให้กับผู้ขอสินเชื่อ โดยผู้ขอสินเชื่อจ่ายค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อยตามความเสี่ยง เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และสถาบันการเงินที่ร่วมจ่าย
4. ผู้ขอสินเชื่อนำใบค้ำประกันเครดิตที่ได้ไปยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
5. สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ขอสินเชื่อ เนื่องจากผู้ขอสินเชื่อมี NaCGA เป็นผู้รับประกันความเสี่ยงด้านเครดิตแทนบางส่วนหรือทั้งหมดแล้ว
6. หากผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ NaCGA จะเป็นผู้รับความเสี่ยงกับสถาบันการเงินตามเงื่อนไข
ดร.เผ่าภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนั้นฐานข้อมูลของ NaCGA จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่สำคัญของประเทศ โดยร่างกฎหมายได้กำหนดให้ หน่วยงานต่างๆ ของรัฐและเอกชน นำส่งข้อมูลต่างเพื่อจัดทำแบบจำลองเครดิตให้ NaCGA เพื่อให้เกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รวบรวมข้อมูลของภาคธุรกิจในประเทศ
ส่วน แหล่งทุนของ NaCGA โดยมีทุนสนับสนุนจากภาครัฐ 1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย 1. เงินอุดหนุนจากรัฐบาล 2. ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันจากผู้ประกอบการ และ3 เงินสมทบจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ คิดเป็นสัดส่วนตามเงื่อนไข ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว
"NaCGA จะมีบสย.เป็นแกนกลาง มีลักษณะคล้ายๆ เช่น บริษัทประกันรถยนต์ ใครเครมเยอะ หรือมีความเสี่ยงสูง ก็จะมีค่าธรรมมีสูงแปรผันไปตามความเสี่ยงรายบุคคล แต่จะต่างจากบริษัทประกันรถยนต์ โดยมีรัฐเข้ามาสนับสนุน 3 ด้าน คือ เงินสมทบจากรัฐ จากประชาชน และเอ็สเอ็มอี และ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ดังนั้นเท่ากับประชาชนจ่ายเพียง 1 ได้ถึง 3 จากการใช้บริการ NaCGA และช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น "
กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งทุนและสร้างขีดความสามารถของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs การจัดตั้ง NaCGA ไม่เพียงยกระดับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของภาครัฐในปัจจุบันให้มี แต่ยังจะเป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่สำหรับการระดมทุนของภาคธุรกิจไทย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน







