ค่าแรง-ภาษี ผลักไปรษณีย์ไทย ปี 67 ขาดทุน 187 ล้านบาท แม้รายได้โต
เปิด 3 เหตุผลไปรษณีย์ไทย ขาดทุน 187 ล้านบาท ในปี 67 การปรับมูลค่าสินทรัพย์ - การปรับค่าแรงขั้นต่ำ - การเพิ่มค่าครองชีพพิเศษ
นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยถึงสาเหตุผลประกอบการปี 2567 ขาดทุน 187 ล้านบาท ว่า มาจากรายจ่ายเพิ่มขึ้น 3 รายการ คือ การปรับค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศจาก 375 บาท เป็น 400 บาท ,ภาษีที่ถูกเก็บจากการปรับมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น และ การเพิ่มค่าครองชีพพิเศษ ให้พนักงานสำหรับพนักงานที่มีเงินเดือนน้อยให้มีมาตรฐานรายได้ที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ เขายอมรับว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซมีการแข่งขันแย่งส่วนแบ่งการตลาดกันเองอยู่เพียงไม่กี่ราย ขณะที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซบางรายมีการเซ็นสัญญากับบริษัทขนส่งออกชนมาจากต่างประเทศเพื่อให้แม่ค้าใช้เฉพาะบริษัทขนส่งที่เป็นพาร์ทเนอร์กัน ทำให้สามารถทำราคาขนส่งได้ดีกว่า เมื่อมีจำนวนการส่งในปริมาณมาก
สงครามส่งด่วน ไม่มีวันจบ เพราะแข่งกับพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ไปรษณีย์ไทย มีรายได้ 11,544 ล้านบาท กำไร 631.56 ล้านบาท โดยรายได้เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.88% กำไรเติบโต 362.34 % กลุ่มรายได้สูงสุดคือ กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 46.83% มีรายได้รวม 5,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.56 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน ปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 6%
นายดนันท์ กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง ไปรษณีย์ไทยจะเดินหน้าสร้างการจดจำ และสร้างประสบการณ์ใหม่ทั้งในด้านสินค้า บริการ และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด “POSTsible Together เป็นไปรฯ ได้ ไปรฯ ด้วยกัน” อาทิ
การเปิดตัว Super App แอปพลิเคชัน ที่รวบรวมบริการหลากหลายของไปรษณีย์ไทยไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดตามพัสดุ สร้างใบจ่าหน้า เรียกรับพัสดุ ชำระค่าบริการ และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างครบวงจร พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับบริการภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพ SME ไทย ให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมกับแพลตฟอร์ม Amazon ในการส่งสินค้าจากผู้ประกอบไทยเข้าคลัง Amazon FBA (Fulfillment by Amazon) ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ขายบน Amazon.com ที่ต้องการส่งสินค้าเข้าคลังในสหรัฐอเมริกา โดยไปรษณีย์ไทยเป็นผู้รวบรวมสินค้าในประเทศไทย ดำเนินพิธีการศุลกากร และส่งสินค้าสู่คลัง FBA เพื่อสนับสนุนผู้ค้ารายย่อยและ SME ไทยกระจายสินค้าสู่ตลาดอเมริกา
นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดแนวคิดการขนส่ง Parcel Defined Logistics ให้มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นในรูปแบบ Specialized Logistics เช่น Healthcare Logistics for Pet หรือการขนส่งสินค้าเพื่อกลุ่มสัตว์เลี้ยง
การขนส่งสินค้ามูลค่าสูง และการขนส่งนมแม่ เป็นต้น ขณะที่ในด้านบริการทางการเงิน ไปรษณีย์ไทยพัฒนา e-Payment ให้รองรับการชำระ COD และเชื่อมต่อกับพันธมิตรหลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมการขนส่งทางบก ทิพยประกันภัย WeChat Pay และ Alipay เพื่อขยายช่องทางชำระเงินอย่างครอบคลุมทุกความต้องการ
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการต่อยอดข้อมูลขนาดใหญ่สู่ “Data as a Service” ที่จะสร้างรายได้เชิงพาณิชย์อย่างจริงจังในปี 2569 โดยใช้การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อพัฒนาบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและภาคธุรกิจได้อย่างแม่นยำ
อนึ่ง ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในปี 2567 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 เล็กน้อย อยู่ที่ 20,993,982,442 บาท ขาดทุน 186,845,373 บาท
ขณะที่ในปี 2566 มีรายได้ 20,934,470,569 บาท กำไร 78,544,800 บาท


