posttoday
ผลกระทบเศรษฐกิจการค้าไทย-กัมพูชา คาดเสียหายหมื่นล้านต่อเดือน

ผลกระทบเศรษฐกิจการค้าไทย-กัมพูชา คาดเสียหายหมื่นล้านต่อเดือน

25 กรกฎาคม 2568

สถานการณ์ไทย-กัมพูชากดดันเศรษฐกิจหลายมิติ ธนาคารปิดสาขาในพื้นที่เสี่ยง ธปท.เร่งอพยพพนักงานกลับประเทศ คาดความเสียหายแตะหมื่นล้านต่อเดือน พาณิชย์กำชับผู้ประกอบการ ห้ามกักตุนสินค้า-จำหน่ายราคาสูง

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานสรุปสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจการค้าระบุว่า ขณะนี้เที่ยวบินพาณิชย์ในพื้นที่ยังให้บริการปกติ โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมเปิดเผยข้อมูลว่า ณ ปัจจุบัน เที่ยวบินพาณิชย์ยังคงให้บริการตามปกติ และได้มีการประสานกับหน่วยงาน ด้านความมั่นคงเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาถึงแผนการบริหารจัดการ ด้านการบินให้เหมาะสม และพร้อมอำนวยความสะดวกให้เครื่องบินทหารเป็นอันดับแรก

 

 

ด้านสมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิกปิดสาขาในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าและประชาชน โดยนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทย และธนาคาร สมาชิก ได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมมาตรการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้า ประชาชน พนักงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และพื้นที่ใกล้เคียง

 

โดยธนาคารสมาชิกแต่ละแห่ง ได้พิจารณาผ่อนคลายการปรับเวลาเปิด-ปิดทำการสาขา และ ATM ในพื้นที่เสี่ยงตามความเหมาะสม โดยได้ปิดสาขาเป็นการชั่วคราวเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 68 (เวลา 18.30 น.) จำนวน 35 สาขา ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด 


ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย เผยว่า สถาบันการเงินไทยที่มีสาขาในกัมพูชา ทยอยนำพนักงานคนไทยกลับประเทศ แล้ว คาดกลับได้หมดภายในวันนี้ (25 ก.ค.)
 

 

  • สถานการณ์ยืดเยื้อ มูลค่าเสียหายแตะหมื่นล้านต่อเดือน

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินผลกระทบความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา อาจส่งผลกระทบ ถึงหมื่นล้านบาทต่อเดือน

 

KResearch ประเมินว่าความตึงเครียดระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชาในขณะนี้อาจ ผลกระทบผ่านเศรษฐกิจไทยได้หลากหลายช่องทาง อาทิ การค้าชายแดน ความเชื่อมั่น ภาคอุตสาหกรรม และ การท่องเที่ยว โดยด้านการค้าชายแดน ซึ่งไทยมีมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2567 คิดเป็น ผลกระทบราวหมื่นกว่าล้านบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ 

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ภาคธุรกิจของไทยมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยได้เปลี่ยนเส้นทางการส่งออกไปยังกัมพูชาผ่านสปป. ลาวแทน สะท้อนจากข้อมูลการส่งออกผ่านสปป.ลาวที่เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาการดำเนินธุรกิจต่อไปแม้จะต้องเผชิญกับภาระต้นทุน ที่สูงขึ้นก็ตาม 

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ไทยปี 2567 ไว้ที่ 1.4% โดยกล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดไทยและกัมพูชาเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่อาจ นำไปสู่การปรับลดประมาณการ GDP

 

  • สำหรับสถานะการเปิด-ปิดทำการของจุดผ่านแดน ไทย-กัมพูชา

 

ฝั่งไทย (สถานะ ณ วันที่ 23 ก.ค. 68)

  • จุดผ่านแดนถาวร จำกัดประเภทการเข้า-ออก ของคน และสินค้า 6 แห่ง และปิดจุดผ่านแดน 2 แห่ง
  • จุดผ่อนปรนการค้า จำกัดประเภทการเข้า-ออก ของคน และสินค้า 5 แห่ง ปิดจุดผ่านแดน 2 แห่ง ขณะที่ การขนคนและสินค้ายังดำเนินการตามวิถีปกติ 2 แห่ง
  • จุดผ่อนปรนเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 1 แห่ง ไม่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2551 ด้วยเหตุผลความไม่สงบ ในพื้นที่


ฝั่งกัมพูชา (สถานะ ณ วันที่ 24 ก.ค. 68)

  • ปิด 3 แห่ง คือ จุดผ่อนปรนการค้าจุ๊บโกกี จ.อุดรมีชัย (ตรงข้ามจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู),จุดผ่านแดนถาวรช่องจวม จ.อุดรมีชัย (ตรงข้ามกับจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม) และจุดผ่านแดนถาวร บ้างตวง จ.พระตะบอง (ตรงข้ามกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม)

 

งดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากไทยผ่านช่องทางชายแดน งดการนำเข้าผักและผลไม้จากไทยผ่าน ช่องทางชายแดน อย่างไรก็ดี สินค้าข้างต้น กัมพูชายังคงนำเข้าจากช่องทางอื่น เช่น ทางเรือ ตามปกติ

 

  • การดำเนินการของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์

 

กระทรวงการคลังออกมาตรการ ให้ธนาคารของรัฐเร่งช่วยเหลือเหตุพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ครอบคลุมทั้งมาตรการพักชำระหนี้ มาตรการลดอัตราดอกเบี้ย และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่าง ครอบคลุมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน โดยให้ความสำคัญกับการบรรเทาผลกระทบ ในพื้นที่ โดยมุ่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เพียงพอในการดำรงชีวิต ประกอบอาชีพ และฟื้นฟูกิจการอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการปรับปรุง ซ่อมแซม หรือฟื้นฟูทรัพย์สิน เช่น อาคาร โรงงาน และเครื่องจักร ให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

วันที่ 24 ก.ค. 68 กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สินค้า เพื่อเตรียมพร้อมในการรองรับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่า สินค้ามีปริมาณเพียงพอต่อการ บริโภค ราคาจำหน่ายยังเป็นปกติ ซึ่งจากการสอบถามผู้ประกอบการ ก็ได้มีการเตรียมสินค้าไว้ให้เพียงพอ และ ยังคงจำหน่ายในราคาปกติ

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับผู้ประกอบการ ห้ามมีการกักตุนสินค้า และจำหน่ายสินค้า ในราคาสูงเกินสมควร หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดต่อไป


ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ที่ศูนย์พักพิง จ.ศรีสะเกษ ในวันเสาร์ที่ 26 ก.ค. 68

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท