posttoday
“สนธิรัตน์” ชี้ ไทยต้องแก้โจทย์เศรษฐกิจก่อนโจทย์การเมือง

“สนธิรัตน์” ชี้ ไทยต้องแก้โจทย์เศรษฐกิจก่อนโจทย์การเมือง

27 มิถุนายน 2568

“สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เผย ความสามารถในการแข่งขันประเทศตกต่ำ ร่วงลงถึง 5 อันดับ แนะโจทย์เศรษฐกิจต้องเร่งแก้ ก่อนโจทย์ทางการเมือง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ โพสต์เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Sontirat.S ระบุว่า  ความสามารถในการแข่งขันประเทศตกต่ำ โจทย์เศรษฐกิจที่ต้องเร่งแก้ ก่อนโจทย์ทางการเมือง

“สนธิรัตน์” ชี้ ไทยต้องแก้โจทย์เศรษฐกิจก่อนโจทย์การเมือง

ทุกท่านครับ วันนี้ผมไม่อาจนิ่งเฉยต่อรายงานล่าสุดจาก IMD ที่จัดอันดับความสามารถแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งปีนี้เราร่วงลงถึง 5 อันดับ อยู่ที่ 30 จากทั้งหมด 69 เขตเศรษฐกิจ ผมคิดว่าเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับการเมืองไทยในวันนี้ที่ต้องคิดให้หนัก

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่อันดับที่ตก แต่เป็น ภาพรวมที่ถดถอยเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะ ประสิทธิภาพภาครัฐ ที่ลดลงถึง 8 อันดับ มากที่สุดในบรรดาทุกปัจจัย สะท้อนว่าระบบราชการของเรายังไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

การบริหารแบบแยกส่วน (silo) ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ กฎหมายล้าสมัย ระบบราชการซับซ้อน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังอ่อนแอและขาดการสนับสนุนอย่างแท้จริง

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงเทคนิค แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศไทยกำลังอ่อนแอต่อความผันผวนระดับโลก เพราะระบบที่ไม่ยืดหยุ่น และขาด “หน่วยงานกลาง” ที่จะบูรณาการแผนเศรษฐกิจให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

การขาด New S-Curve และระบบติดตามนโยบายอย่างจริงจัง ส่งผลให้ไทยไม่มีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ เรายังไม่พร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือ AI อย่างแท้จริง

แม้เรายังมีจุดแข็งในเรื่องการค้าระหว่างประเทศและการจ้างงาน แต่หากรากฐานอ่อนแอ เราก็ไม่สามารถต่อยอดเพื่อแข่งขันในอนาคตได้ เรากำลังถอยหลัง ขณะที่โลกกำลังเร่งเดินหน้า

หากภาครัฐไม่เริ่มต้นปฏิรูประบบของตัวเอง เราจะไม่มีวันสร้าง “ประเทศที่แข่งขันได้” ในโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคชาตินิยมใหม่ ที่แต่ละประเทศต่างแย่งชิงทรัพยากร เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน

ปี 2025 สะท้อนภาพโลกที่เปลี่ยนผ่านไปสู่การตั้งกำแพงทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกีดกันการค้า การย้ายฐานการผลิต หรือการสร้างพันธมิตรใหม่ ไทยต้องไม่ยืนรออยู่เฉย ๆ เราต้อง เป็นฝ่ายวิ่งเข้าไปปรับตัวก่อนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องเลิกผัดวันประกันพรุ่ง ปฏิรูปการบริหารให้ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อน กระจายอำนาจให้หน่วยงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างระบบติดตามผลนโยบายที่จริงจัง ไม่ใช่แค่บนกระดาษ

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องร่วมมือ ไม่ใช่เป็นเพียง “ผู้ถูกผลักภาระ” จากระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องเป็นพลังเสริมรัฐในการปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถ และยกระดับมาตรฐานให้แข่งขันได้จริง

ผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลต้องใส่ใจเรื่องนี้ให้มาก เพราะประสิทธิภาพภาครัฐอยู่ในอำนาจการบริหารจัดการของรัฐบาล ถ้าแก้ช้าประเทศเราจะถอยหลังรุนแรง วางโจทย์การเมืองไว้สักพัก แล้วหันมาแก้โจทย์เศรษฐกิจอย่างจริงจังสักที

ประเทศไทยยังมีศักยภาพและโอกาส แต่เราต้องกล้าก้าวข้ามวิธีคิดแบบเดิม ๆ และลงมือปฏิรูป ในเวลาที่ "รอไม่ได้อีกต่อไป"

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท